เช้าวันหนึ่ง วันธรรมดา

ฉันเดินลัดเลาะตามซอกซอยของพาราณสีแบบไม่ต้องหาจุดสังเกตุใด ๆ อีกแล้ว เดินแบบให้ความเคยชิน พอถึงตรงแยกนั้น จะเลี้ยวขวา เลี้ยวไปแล้วเป็นร้านเบเกอรี่ที่ขายขนมปังที่เจ้าของร้านเขาว่าเป็นแบบ “เยอรมัน” แท้ๆ (ฉันหลงไปกินอยู่ครั้งหนึ่ง น้ำตาแทบเล็ด กัดขนมปังลงไปคำแรก ได้ยินเสียงดัง โป๊ก) พ้นมาจากร้านเบเกอรี่จะเป็นร้านอินเตอร์เน็ต จากนั้นก็จะมีร้านขายเสื้อผ้ากระเป๋าไปอีกซักพัก แล้วก็จะเป็นร้านน้ำชาที่ติดกับ”บริเวณสำหรับผู้ชายฉี่” ตรงข้ามกันเป็นร้านขายเครื่องเทศที่อัดกับอยู่ในกระสอบสีน้ำตาลใบโต

หลุดออกมาจากซอยเล็ก ก็มาออกซอยใหญ่ ฉันไหลตามชาวอินเดียนับร้อยคนที่ก็ไหลตามกันไปตามถนนแคบ ๆ ร้านรวงสองข้างทางขายสินค้าคล้าย ๆ กัน เช่นรูปเคารพเจ้าแม่ เทพเจ้าทั้งหลาย เครื่องประดับ เครื่องหอม เครื่องบูชา เครื่องเทศ และ ของที่มีชื่ออีกอย่างคือ ของเล่นเด็กที่ทำจากไม้ ที่เป็นสินค้าขายดีอีกอย่างของพาราณสี รองจากผ้าไหม

ซักพักฉันก็ออกมาเดินอยู่แถวตลาดสด พ่อค้าแม่ค้าต่างเอาผักผลไม้ออกมากองขาย บ้างก็เอาผ้าใบรองแล้ววางสินค้าแบกะดิน บางคนก็มีรถเข็นมาด้วย ผักผลไม้ต่าง ๆ ก็เหมือนบ้านเรา แต่ทับทิมที่นี่ขายดีมาก ทั้ง ๆ ที่ปรกติอยู่เมืองไทยก็ไม่ได้ชอบกิน แต่สีทับทิมที่นี่เป็นสีแดงเข้มสวย เห็นแล้วมัน อื้มมม.. ฉันเลยลองซื้อมากินสองลูก ปรากฎว่าภายใต้เปลือกที่ดูกระดำกระด่าง มอมแมมนั้น เป็นทับทิมรสชาติหวานหอมสดชื่น

มันอาจจะเป็นอะไรที่มีคอนเซ็ปต์คล้าย ๆ กับเมืองพาราณสีก็ได้นะ

นั่งเรือลัดเลาะริมแม่น้ำคงคา

ริมฝั่งแม่น้ำ คนยังค่อนข้างเยอะอยู่ ถึงฉันจะลงมาสายไปซักนิด เพราะถ้าจะให้ดีต้องมาตอนพระอาทิตย์ขึ้น จะได้เห็นคนมาทำพิธีสุรยาปูจา หรือบูชาพระอาทิตย์กัน แสงน่าจะกำลังสวยเหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างมาก แต่สำหรับคนที่มีตัวขี้เกียจเกาะติดหนึบหนับอย่างฉัน ไม่เคยลงมาได้ทันดูกับเขา

ฉันเดินลงไปที่ริมแม่น้ำ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีคนพานั่งเรือ เพราะวัน ๆ หนึ่งต้องพูดว่า “นาฮี ๆ ๆ” (อย่าออกเสียงผิดโทนนะ 5555) ที่แปลว่า ไม่ ๆ ๆ อยู่หลายรอบ สำหรับคนที่พยายามมาเสนอทัวร์แม่น้ำยามเช้ากับนักท่องเที่ยว


ฉันเลือก มานิก ชายวัยกลางคนผิวเข้มเป็นคนพาชมแม่น้ำ เพราะ มานิก ไม่พยายาม “ขาย” จนเกินงาม และราคาไม่เว่อร์มาก มานิกไม่น่ารำคาญ ไม่เซ้าซี้ ฉันตกลงราคาที่ชั่วโมงละ 100 รูปี พายไปแล้วพายกลับ โดยเริ่มต้นที่ Dasaswamedh ghat ทั้งนี้ทั้งนั้น ราคาค่าจ้างนี้ขึ้นลงได้ไม่ต่างกับตลาดหุ้น ช่วงไหนที่เป็นหน้าท่องเที่ยว อาจจะโดนโขกถึงชั่วโมงละ 300 รูปี แต่ให้ใจเย็น ๆ หากต่อราคาไม่ได้ ก็ให้หาคนต่อไป จำนวนผู้ชายพายเรือ (พายเรือจริง ๆด้วย) ที่พาราณสีมีไม่น้อยไปกว่าจำนวนของรถแท๊กซีในกรุงเทพฯ (โดยเฉพาะในยามที่เราไม่ต้องการจะเรียกซักคัน)

อยู่ดี ๆ ก็โดนด่า

มานิกพายเรือไปเรื่อย ๆ แถมยังร้องเพลงให้ฟังอีก พระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าไปได้ไม่นานนัก แดดเลยยังไม่ร้อนเท่าไหร่ มีหมอกจาง ๆ ทำให้บรรยากาศดีมาก เสียงฝีพายกระทบน้ำดังจ๋อมแจ๋มฟังดูน่าเอ็นดู มานิกพายมาถึงที่ฆาตที่ใช้ทำพิธีเผาศพ มองจากแม่น้ำ ทำให้เห็นมุมกว้างขึ้นกว่าทุกครั้งที่เราไปนั่งดูเขาเผาศพกัน ยอดหลังคาทรงกลมแหลมมีเขม่าจับจนไม่เห็นสีเดิม เนื่องจากเค้าไม่ให้ถ่ายรูป ซึ่งฉันเองก็เห็นด้วยว่าคนตายเอามาเผา แล้วนักท่องเที่ยวมาเที่ยวถ่ายรูปเผื่อที่จะแค่เก็บไว้ดูเล่นนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ คือแค่ขำ ๆ ฉันเองก็ไม่ได้สนใจจะถ่ายรูปศพถูกเผาแต่อย่างใด แต่ติดใจตรงยอดหลังคาที่กลายเป็นสีดำไปแล้ว จึงยกกล้องขึ้นเล็งไปที่หลังคา

“เฮ้ คุณ ทำอะไรน่ะ!!” ฉันลดกล้องลงมา เห็นชายชาวอินเดียที่อยู่ในเรืออีกลำกำลังยืนเท้าสะเอวชี้หน้าฉันอยู่ (นี่มันอินเดียหรือตลาดเมืองไทยฟระนี่)
“ทำอะไรเหรอ? ก็ถ่ายรูปหลัง..” ฉันยังพูดไม่ทันจบ
“ห้ามถ่ายรูปนะ!! พวกทัวริสต์ก็แบบนี้ พูดอะไรไม่เคยฟังกันเลย”
“เหวอ ฉันก็แค่จะถะ..”
“ไม่ต้องมาพูด!”

บ๊ะ!! อารมณ์เสีย!!! แต่เอาเถอะ ประเทศเค้า ไม่ถ่ายก็ไม่ถ่าย แค่หลังคายังหวงปานนี้ แค่ฉันคิดว่าเขาคงไม่รู้ว่าเราจะซูมไปตรงไหนมากกว่า แค่เห็นเล็งกล้องไปทางเชิงตะกอนก็เปิดฉากด่าเอาไว้ก่อน จะไปว่าเค้าก็ไม่ได้

ฉันบอกให้มานิกพากลับได้แล้ว เพราะแดดเริ่มแรง ระหว่างทางจะมีเรือมาขายของตลอด บางลำก็จ้ำมาแต่ไกล ไอ้เราจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ เคยดูเรื่อง open water ป่าว? นั่นเลย ใส่ sound จากเรื่อง Jaws เข้าไปอีกหน่อย ทั่ม ทัม ทั่ม ทัม ทั่ม ทัม ทั่ม ทัม!!!! มันมาแล้ว! เรือขายของที่ระลีกมันมาแล้ววววว!! (กัดนิ้วตัวเอง ผมตั้ง)

มานิกก็เหลือเกิน ไม่ได้ช่วยเหลือกันเลย บางครั้งยังแผ่วฝีพายเพื่อให้เรือขายของที่ระลีกตามมาทันอีกต่างหาก ฉันก็พูดได้แต่ โน โน โน โน้วววว!

คนคุ้นหน้า

ฉันจ่ายค่าจ้างให้มานิกเรียบร้อยก็เดินกลับขึ้นมาจะไปหาชาร้อน ๆ จิบซักหน่อย ฉันเดินเข้าไปในซอยฝั่งตรงข้ามกับเกสต์เฮาส์ มีร้านน้ำชาอยู่ปากซอยพอดี

“เอก ชัย” เปล่า ไม่ใช่ชื่อนักร้องลูกทุ่งที่ไหน เอก แปลว่าหนึ่ง ส่วน ชัย ก็คือ ชา

ฉันสั่งชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วยแล้วก็ไปนั่งตัวลีบ(พยายามลีบแล้วนะ)อยู่มุมร้าน เพราะในร้านไม่มีผู้หญิงเลย สังคมที่นี่ยังคงเป็นสังคมของผู้ชาย ผู้หญิงจะออกจากบ้านก็ต่อเมื่อไปทำธุระเล็กน้อยของตัวเอง หรือของครอบครัวเช่น จ่ายกับข้าว, ตัดชุด, เข้าวัด, หาหมอ ฯลฯ การจะมานั่งชิลเอาท์ตามร้าน “ชัย” โดยลำพังนั้นไม่ใช่วิสัยของหญิงอินเดีย แต่ฉันนั้นออกจะดูโจ่งแจ้งว่าเป็นนักท่องเที่ยว คนเลยไม่คิดว่ามันแปลกเท่าไหร่

“โด ชัย” (โด หรือเทียบกับที่เราคุ้นเคยคือ โท ที่แปลว่าสอง) ใครบางคนที่เพิ่งเข้ามาสั่งชาสองถ้วย แล้วเข้ามานั่งฝั่งขวามือของฉัน เขาเทน้ำในกาพลาสติกลงคอแล้วทำเสียง “ฮ่าาาาาา” แหม ไม่ค่อยเหมือนอยู่บ้านเลยนะพ่อคุณ

“อ้าว คุณ!” เค้าหันมาเห็นฉันแล้วก็ร้องขึ้นมา
“อ้าว ใึคร! (เหรอ..วะ..เนี่ย..)” ฉันไม่ทันตั้งตัว
“เราเจอกันเมื่อวานที่ริมแม่น้ำคงคาไง” อ๋อ คนพิลึกที่สอดรู้สอดเห็นคนนั้นนั่นเอง
“อ่อ นามัสเต”
“นามัสเต ทำไมคุณมาคนเดียวล่ะ”
“เพื่อนยังไม่ตื่นอะ”
“คุณมากับเพื่อนหรือ หรือว่ามาคนเดียวแล้วมาตู่ว่ามากับเพื่อน” ชาสองถ้วยที่เขาสั่งมาถึงโต๊ะพอดี เขาส่งถ้วยหนึ่งไปให้ชายผิวเข้ม(มาก) ที่นั่งติดกัน คนนี้ยิ่งหน้าตาแบบอินเดี๊ย อินเดียยิ่งกว่า

“ทำไมชั้นต้องตู่ว่ามากับเพื่อนด้วยล่ะ ถ้าชั้นมาคนเดียว”
“ก็ผู้หญิง ตัวคนเดียว ก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา”
“รู้ดีอีก”
“อะ แน่นอน” เขาซดชาดังซูดๆ แล้วเป่าปาก
“ร้อน!!” ก็ไม่เห็นเหรอน่ะ ควันขโมงยังกับบ่อน้ำร้อนขนาดนั้น ฟายจริง ๆ ฉันคิด
“แล้วจำชื่อผมได้ป่ะ”
“จำได้ ชื่อ รา..รา…ราอะไรนะ?”
“ราช!!”
“เอ๊อ! นั่นแหละ” ผู้ชายผิวเข้มจัดอีกคนที่มาด้วยกันหันมาพูดภาษาฮินดีกับราชเป็นระยะ ๆ ซุบซิบอะไรกัน ไม่ชอบเลย
“นั่นเพื่อนคุณเหรอ?” ฉันแกล้งถามดัง ๆ ให้อีกคนได้ยินด้วย

ได้ผล ชายผิวเข้มมากและตาโตมากคนนั้นรีบวางถ้วยชาแล้วแนะนำตัว

“นามัสเต ซอรี่นะ คือผมพูดภาษาอังกฤษไม่แข็ง ผมชื่อราเกช เป็นเพื่อนกับราช”
“ก็พูดอังกฤษได้นี่ ทำไมไม่พูดแต่แรก”
“ไม่เอา อาย”
“โห ขนาดนี้ยังอายอีกเหรอ นี่หน้าอย่างคุณไปอยู่แถวบ้านชั้นนะ ลูกเล็กเด็กแดงนี่ร้องไห้จ้าเลยนะ 555″
“ขอบคุณที่ชม” แป่ว …
ราเกชหันไปจิบชาของตัวเองต่อไปเงียบ ๆ ฉันก็ชวนราชคุยไปตามเรื่อง ราชทำงานเป็นผู้ดูแลที่พักอยู่ที่ Urvashi เกสต์เฮาส์
“อยู่เข้าไปในซอยนี่แหละ”
“แล้วเพื่อนคุณล่ะทำอะไร” ฉันถามราช
“เป็นนักร้อง 5555″
“ถามจริงๆ”
“เอ่า จริง จริ๊ง”
“งั้นร้องเพลงให้ฟังหน่อยซิ” ฉันชะโงกหน้าไปถามราเกช ที่ชาแทบจะพุ่งออกมาเมื่อได้ยินคำถาม
“จะบ้าเหรอครับ จะมาร้องอะไรที่นี่”

กร๊ากกกกกกก~!

มาซาลา ชัย

ฉันดื่มชาในถ้วยเซรามิกบิ่น ๆ ของตัวเองหมดก็จ่ายเงิน ค่าชาแค่ 5 รูปี ซึ่งไม่ถึง 5 บาท กินได้วันละหลาย ๆ ถ้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องท้องไส้ปั่นป่วนด้วย เพราะชาร้อนมาก ๆ ๆ ๆ ชาที่นี่ไม่ได้ใช้วิธีใส่ใบชาในถ้วยแล้วเทน้ำร้อนตาม แต่ใช้วิธีต้มในหม้อซึ่งเป็นวิธีชงชาแบบอินเดีย ที่ครอบครัวชาวอินเดียไม่ว่าจะอพยพไปอยู่ส่วนไหนของโลก หรือจะโตขึ้นมาในวัฒนธรรมอื่น ก็ดูเหมือนจะยังรับวิธีต้มชาแบบนี้เสมอมา

สิ่งที่ทำให้ชาแบบอินเดียมีกลิ่นหอมเตะจมูกและได้รสชาติกลมกล่อมนี้ต้องยกความดีให้กับ “มาซาลา” ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายให้อินเดีย พูดได้เลยว่าหากอินเดียไม่มีมาซาลาแล้วไซร้ ที่นั้นจะเป็นอินเดียไปไม่ได้เลย

ร้านชัย มีอยู่ทุกที่ ตั้งแต่ริมถนน ริมแม่น้ำ ข้างรั้ว บนรถไฟ บนสถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ หน้าส้วม ข้างส้วม (ยังดีนะ ที่ไม่มีในส้วมด้วย) ดื่มกันตั้งแต่ยาจกยันมหาราชา

กรรมวิธีการต้มนั้นฟังดูง่ายแสนง่าย แต่แต่ละครอบครัวหรือแต่ละร้านมีเทคนิคต่างกันไป ทำให้รสชาติแตกต่างกันเล็กน้อย ฉันเองก็ไม่ใช่คอชาจึงรักและชอบชัยแทบจะทุกที่ในอินเดียแบบไม่เกี่ยงเกรดของใบชาแต่อย่างใด แต่สำหรับคอชาบางคนแล้ว เขาจะบ่นปอดแปด ถ้าคุณภาพชาที่ได้ ไม่ดีเท่าที่จ่ายเงินไป (5 รูปีนี่นะ) ส่วนผสมนั้นก็ไม่มีอะไรมาก แค่ ชา น้ำตาล นม และเครื่องเทศ

มาซาลาหรือเครื่องเทศนี่แหละ ที่ทำให้ชัยของอินเดียพิเศษ เครื่องเทศที่นำมาผสมกับชัยนี้มักจะเป็นเครื่องเทศที่ “ร้อน” เช่น ขิง, อบเชย, จันทน์เทศ, กานพลู, ลูกกระวาน ไปจนถึงผงโกโก้, วานิลลา ฯลฯ สูตรใครสูตรมัน ฉันเคยได้รับเชิญไปดิื่มชากับคุณแม่ของเพื่อนท่านหนึ่ง คุณแม่เธอชอบชาเผ็ดร้อนเอามาก ๆ กลิ่นขิงอบอวล กินแล้วรู้สึกว่าแทบจะพ่นไฟบรรลัยกัลป์ได้ แต่ก็รู้สึกว่าโล่งและสบายตัวดี แต่ถ้าเทียบกัยชาแบบทิเบตที่ออกเค็มและมัน (เพราะเนย,เกลือและนม) แล้ว ฉันยอมกินชาเผ็ดนรกแบบอินเดียแบบนี้ทุกวันดีกว่า

แต่ชาที่ต้มขายกันตามถนนในอินเดียจะออกหวานเป็นหลัก มีกลิ่นเครื่องเทศพอจาง ๆ เท่านั้น

ชาอินเดียต้องใส่นม บางทีก็ครึ่งต่อครึ่งของชาเลยทีเดียว โดยเอาลงไปต้มกับชาด้วยให้เกือบเดือด ส่วนชาก็นิยมแบบชาดำ ที่ขมปิ๊ดปี๋เมื่อยามยังไม่ได้ผสมกับนมและน้ำตาล ชาชั้นดีส่วนมากมาจากแถว ๆ ดาร์จีลิง และอัสสัม เมื่อต้มชาได้ที่ สารแทนนินที่มีรสฝาดก็จะออกมากับชา มีสรรพคุณช่วยในรักษาอาการท้องเสียได้ด้วยนะจะบอกให้ (แต่กินมากก็ท้องอืดอีก ร่างกายคนเรานี่บางทีก็เอาใจยาก)

มาซาลา นี่ใช้ในอาหารหลายอย่าง เมนูที่มีแทบทุกที่คือ ติกก้ามาซาลา (แกงแบบเข้มข้นเนื้อแทบจะเป็นครีม กินกับโรตี, ข้าว หรือ นานก็ได้) คิดดูถ้าอาหารอินเดียไม่มีเครื่องเทศ จะจืดชืดน่าเบื่อขนาดไหน ถ้าเครื่องเทศไม่มีความสำคัญขนาดนั้น คงไม่ขึ้นเกิดสงครามแย่งชิงเครื่องเทศกันหรอกใช่เปล่า

วรรณะอะไรฮึ?

ก่อนจะออกมาจากร้านชา ฉันรับคำชวนของราชที่ชวนให้ไปดูเกสต์เฮาสต์ที่เขาทำงานอยู่ ฉันเห็นในซอยนั้นนักท่องเที่ยวแบกเป้ ฮิปปี้ทั้งหลายเดินปะปนกับวัวกันพลุกพล่านใช้ได้ ฉันก็เลยไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ แถมคุณราเกชยังช่วยไล่วัวให้อีกด้วย อยากให้เห็นภาพราเกชไล่วัว คือไม่ใช่ไล่แบบ “ชิ่ว ชิ่ว” อะไรงี้นะ แต่วิธีคุณราเกชคือเดินเลียบไปข้าง ๆ วัวแล้วก็พึมพัมอะไรก็ไม่รู้ พร้อมผายมือเหมือนบริกรเชิญลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ วัวก็จะเดินหนีไปด้วยความเซ็ง ราเกชทำแบบนี้อยู่หลายหนจนฉันทึ่งว่า ทำได้ไง..ฟะ..

“ก็วรรณะคนเลี้ยงวัวหนิ” ราเกชบอกหน้าตาเฉย
“เว่อร์ละ”
“เอ่า จริงๆ นะ คุณไม่เชื่อเหรอ”
“ไม่เชิื่อ”
“เออจริงๆ ผมพูดเล่นน่ะ”

กรูว่าแล้วววววว…อารมณ์เสีย…

“จริง ๆ ผมเป็นวรรณะพ่อค้านะ”
“คราวนี้พูดเล่นพูดจริงเนี่ย”
“คราวนี้พูดจริงๆครับ”เรายังคงเดินลัดเลาะไปตามซอยที่มีความกว้างเท่าสองคนเดินสวนกันได้ อีกไกลมั้ยฟะเนี่ย ชักจะเหนื่อย
“แล้วราชล่ะ วรรณะอะไร”
“ราชเหรอ? มันน่ะ วรรณะช่างตัดผม!”
“มีด้วยเรอะ วรรณะช่างตัดผม”
“มี จริง ๆ นะ นี่คุณหาว่าผมโกหกเหรอ”
“อ่าว ก็มันฟังดูบ้า ๆ นะ วรรณะช่างตัดผม แล้วมันจะมีวรรณะขายเบเกอรี่ วรรณะขายตั๋วภาพยนต์ หรือวรรณะขายโทรศัพท์มือถือมั้ยล่ะ”
“คุณก็..อย่ากวนตีนซิครับ”

แล้วบอกว่าภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง…

ราชกับราเกชพาเรามาเดินผ่านเกสต์เฮาส์หลายที่ จนมาถึงที่ที่เขาทำงานอยู่ .. Urvashi Guest House เราเดินเข้ามาด้านในซึ่งทำเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ มีโต๊ะ 7-8 โต๊ะจัดไว้อย่างน่ารัก มีเพลงสไตล์แขก ๆ เปิดคลอ ในร้านมีฝรั่งนั่งอยู่สามสี่คน บางคนก็นั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ บางคนก็นั่งจับกลุ่มเสวนากัน

ราชหยุดยืนอยู่ที่กลางร้าน เท้าสะเอว
“นี่แหละ ที่ทำงานผมล่ะ”
“น่ารักดีนี่”
“ขอบคุณ”
“ไม่ใช่คุณนะ ชั้นหมายถึงร้าน”
“ผมรู้แล้วน่ะ ไม่ต้องย้ำ” ราชส่ายหัวยึกยักแล้วหันหลังเดินไปทางครัว แต่ยังอุตส่าห์หันกลับมาถามว่าฉันจะกินอะไรไหม เพราะใกล้เที่ยงแล้ว ฉันไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่ กลัวโดนวางยา (ฮา) เลยปฎิเสธไป
“ไม่หิวเหรอ” ราเกชถาม
“ยังไม่หิว”
“แล้วเพื่อนคุณล่ะ จะตามหาคุณมั้ยนี่”
“ไม่แน่ใจ”
“เอ๊า..”

ฉันยังดูผู้คนเดินผ่านหน้าร้านไปแบบเพลิน ๆ วันนี้อากาศไม่ค่อยร้อนนัก แถมแดดก็มักจะตกลงมาไม่ถึงพื้นแถวนี้ เพราะติดหลังคาที่เบียดเสียดกันอยู่ด้านบนซะก่อน บางจุด อาคารด้านล่างก็ดูธรรมดา แต่ถ้าแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน บางทีระเบียงนี่ติดกันเลย กันสาดบางทีก็เกยกันก็มี

ราชเดินออกมาบอกว่า ถ้าฉันไม่ถือ เค้าจะขอตัวทำงานก่อน เสร็จงานแล้วจะออกมาคุยด้วย ฉันก็บอกไปว่าไม่เป็นไร ฉันจะออกไปเดินเล่นอีกซักหน่อย ราเกชขอตามมาด้วย เพราะไม่มีอะไรทำ ฉันก็ไม่ว่าอะไร เพราะมีคนอินเดียไปด้วยก็ดีไปอย่าง ไม่ถูกพวกสามล้อหรืออะไรกวนใจ แล้วราเกชก็ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร อีกอย่างเราก็ไปในที่ที่คนพลุกพล่าน

เราเดินทะลุมาถึงริมแม่น้ำคงคาอีกรอบ นักท่องเที่ยวกับชาวบ้านที่นี่คงมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปไหนก็มานั่งกันริมแม่น้ำคงคา ฉันเอากล้องออกมาถ่ายรูปไปเรื่อย แล้วก็ชวนราเกชคุยไปด้วย

“ไหนเล่าเรื่องวรรณะคุณให้ฟังหน่อยซิ”
“คุณอยากรู้อะไรล่ะ”
“คุณรู้ด้วยเหรอ ว่าคนไหนวรรณะอะไร?”
“รู้ซิ”
“รู้ได้ไง”
“ก็ดู ๆ จากครอบครัว นามสกุล อะไรเงี้ยนะ ถ้าเป็นคนเมืองเดียวกันก็ไม่ยากหรอก รู้กันหมดแหละ รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้ว ใครแต่งกะใครวรรณะอะไรเขาก็รู้กันหมด”
“แล้วถ้ามาจากเมืองอื่นล่ะ”
“ก็ดูจากนามสกุลเอาน่ะ”
“ได้ด้วยเหรอ ชัวร์มั้ย”
“ก็ไม่แน่เสมอไป แต่คุย ๆ ไปเดี๋ยวก็รู้แหละ”
“อ่าวแล้วอย่างราชนี่เป็นวรรณะช่างตัดผม รู้ได้ไง”
“ทำไมคุณต้องถามอะไรยาก ๆ ด้วยล่ะครับเนี่ย” ราเกชทำเสียงจิ๊จ๊ะ ออกจะรำคาญเล็กน้อย


คนในเมืองใหญ่และทันสมัยกว่าพาราณสีอาจจะไม่ถือเรื่องวรรณะเคร่งครัดเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังถืออยู่ มากน้อยก็แล้วแต่ แม้ว่ากฎหมายอินเดียจะห้ามเรื่องการถือชั้นวรรณะแล้วก็ตาม แต่ก็ยังห้ามในทางปฎิบัติไม่ได้ 100% คนที่เกิดมาในวรรณะต่ำ การที่จะไต่เต้าขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับในสังคมเทียบเท่าวรรรณะที่สูงกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก

ราเกชเล่าให้ฟังว่าอย่างคนที่มากวาดลานริมแม่น้ำทุกวันก็เหมือนกัน เขาไม่ได้จะจ้างใครก็ได้มากวาด ต้องเป็นคนที่เกิดมาเพื่อกวาดจริง ๆ เรียกว่าถ้ารุ่นพ่อกวาดมาแล้ว รุ่นลูกก็มักจะต้องกวาดต่อไป และทางเมืองก็จะมีการจัดที่ให้คนพวกนี้อยู่นอกเมืองออกไป ฉันเคยนั่งตุ๊ก ตุ๊กผ่านเห็นเป็นเพิงกึ่งถาวรปลูกติดกันเป็นสิบ ๆ หลัง แล้วตั้งอยู่ริมถนนที่ฝุ่นฟุ้งตลอดวัน ราเกชบอกว่านั่นแหละคือที่ที่พวกวรรณะทำความสะอาดอยู่กัน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนวรรณะต่ำจะไม่มีโอกาสได้ดิบได้ดีเลย คนวรรณะจัณฑาลบางคนเป็นได้ถึงหมอ ถึงอาจารย์ เป็นวิศวกร เป็นนักธุรกิจ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความอดทนอุตสาหะอย่างมาก

บางคนอาจจะเคยได้ยินข่าวเรื่องนักศึกษาแพทย์ในเดลีประท้วงทางมหาวิทยาลัย ที่จะเพิ่มสัดส่วนการมีสิทธิ์ได้เข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ของคนวรรณะจัณฑาล ทำให้นักศึกษาที่มีวรรณะสูงกว่าไม่พอใจและก่อการประท้วงขึ้น นี่ขนาดนักเรียนแพทย์นะนี่นะ..

โศกนาฎกรรมความรักที่ไม่สมหวัง

“คุณแต่งงานหรือยัง” ราเกชถาม
“ยัง”
“ยังอีกเหรอ อายุเท่าไหร่แล้วอะ”
ฉันบอกอายุไป
“โห ไม่มีคนมาขอเหรอ” อาว ทำไมพูดแบบนี้ละคะคุณราเกช
“แถวบ้านผม ผู้หญิงแต่งงานกันตั้งแต่ 14 แล้ว”
“ไม่เด็กไปหน่อยเร้อ”
“ไม่หรอก ก็แต่งกันเท่านั้นล่ะ ซัก 20 ถ้ายังไม่แต่งนี่ ชักจะใจคอไม่ค่อยดีกันแล้ว ฮ่าๆๆ”
“แล้วคุณล่ะแต่งหรือยัง”
“ยัง”
“ทำไม ไม่มีึคนมาขอเหรอ” ฉันย้อน
“มีนะ ขอบอก! หลายคนด้วยนะ แต่ว่า แม่ผมยังไม่ถูกใจใครเลย เลือกมาก แล้วผมเองก็ยังไม่อยากแต่งงานด้วย”
“ทำไมล่ะ”
“อ๋อ มันมีโศกนาฎกรรมเล็กน้อยน่ะ เมื่อปีก่อน ไม่งั้นผมก็คงแต่งงานไปแล้วล่ะ”

จบแค่นี้ก่อนนะก๊ะ เหนื่อยละ เดี๋ยวอีกสองสามวันจะมาต่อ

นรกมีจริง

ไปมาสองครั้งแล้วพาราณสีเนี่ย ไปถึงครั้งแรก บอกได้เลย ว่าโคตร ๆ ๆ ๆ จะเกลียดเมืองนี้เลย วุ่นวายมาก!! คนก็ชอบเดินตามมาขายของ ตื๊อแบบว่าถ้าตบะไม่แตก ไม่ไล่ ไม่ไป มีอะไรมั้ย (พร้อมสั่นหัวยึกยัก) ขี้วัวเป็นพรืด ชนิดปูพรม.. เดินยังไงให้ไม่เหยียบขี้วัวที่พาราณสี ยากกว่าซื้อหวยปีละครั้งแล้วเอาให้ถูกรางวัลที่หนึ่งอีกมั้ง

แต่อยู่ ๆ ไป พอเริ่มรู้จักคนบ้าง เริ่มจะชินกับความอลหม่านของเมืองนี้แล้ว ก็จะเริ่มรู้สึกดีกับมันมากขึ้น อะไรที่เคยกวนใจ ก็พอจะมองเป็นตลกไปได้ เริ่มจะนั่งจิบชาข้างถนน เริ่มจะชอบชีวิตแบบวุ่นวายแต่มีสีสันของที่นี่ ชอบเสียจนต้องกลับไปอีกเป็นครั้งที่สอง และคาดว่าจะมีครั้งต่อ ๆ ไปอีก

อินเดียในตำนาน

ฉันกับเอก เพื่อนที่สุดแสนจะเกลียดอินเดียเข้าไส้ มาถึงพาราณสีด้วยรถไฟ หลังจากที่ดื่มด่ำกำซาบ แถปุยหิมะ กันอย่างน่าหมั่นไส้ที่สิกขิมมาหมาด ๆ ไม่นับที่ไปติดอยู่ที่ สถานีรถไฟ New Jalpaiguri อีก 2 คืน เพราะรถไฟขบวนที่เราต้องการนั้นเต็มหมด ลำพังเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์ “จองตั๋วรถไฟ” มาอย่างสะบักสะบอมก็ต้องมาผจญต่อกับเหล่า “นักตื๊อ” ที่พาราณสีอีก

แม้กระทั่งในไกด์บุ๊คยังเขียนบรรยายไว้ซะน่าเที่ยวว่า “พวกเหล่านักตื๊อพวกนี้ จะจ้องมองหานักท่องเที่ยว ราวกับสิงโตที่รอคอยขย้ำเหยื่อที่ไม่มีทางสู้” (-_-”) แหม่ ฟังดูแล้วใจชื้นยังไงชอบกล

ก็เหมือนเมืองไทยล่ะนะ พวกตุ๊ก ๆ แท๊กซี่ (กรณีที่พาราณสีจะเป็นริกชอว์ หรือ สามล้อถีบ, ถ้าตุ๊กๆ ที่นี่จะเรียกว่า ออโต้ริกชอว์) จะคอยหาเหยื่อแถว ๆสถานีรถไฟ หรือสถานีรถบัส พอเห็นนักท่องเที่ยวแบกเป้รุงรัง แบบ ใหม่สดจากเตาเลย แบบนี้เพิ่งเคยมาแน่ จะกรูกันเข้ามาแบบไม่เกรงใจเทพเจ้าองค์ไหนเลย

แล้วไอ้เราก็ดันไปลงที่สถานี มุฆัลเซราย (Mughal Sarai) ซึ่งอยู่ห่างจากพาราณสีประมาณ 10 กิโลเมตร ที่เราต้องมาลงที่นี่เพราะตั๋วไปพาราณสีหาไม่ได้เลย เต็มหมดทุกเที่ยว มาลงที่นี่แทนก็ได้(วะ) แล้วต่อออโต้ริกชอว์ที่เราโทรให้ทางเกสต์เฮาส์ส่งมารับที่สถานี เพื่อต่อไปยังพาราณสี ไอ้เวลาที่รถไฟมาถึงก็ดีมาก ประมาณตีสาม! แล้วออโต้ริกชอว์ก็ไม่ยอมมารับด้วยจนกว่าจะเช้า เราต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แถว ๆ ม้านั่งที่สถานีนั่นแหละ

ข้าง ๆ ม้านั่งมีตู้ขายกาแฟอัติโนมัติ แบบรุ่นล่าสุด ดูดีไฮโซ เหมือนตามออฟฟิศในกรุงเทพฯ แต่ถ้วยไม่ได้เป็นถ้วยกระดาษนะ เป็นถ้วยดินเผา! แปลกดี เครื่องทันสมัย แต่ถ้วยยังเดิม ๆ อยู่ กินเสร็จแล้วก็เขวี้ยงให้แตก เพราะคนอินเดียยังถือเรื่องวรรณะกันอยู่ (บางคนมาก บางคนน้อย) ไม่กินถ้วยซ้ำกับใคร กินถ้วยไหนก็ถ้วยนั้น กินเสร็จแล้วทำลายทิ้งเลย ถ้าเป็นตามร้านอาหารที่มีแก้วน้ำสเตนเลสให้ คนอิินเดียส่วนมากจะไม่มีการเอาปากแตะแก้วเลย แต่จะยกแก้วขึ้นสูง ๆ แล้วเทน้ำแบบ กรอก ใส่ปาก อันนี้รวมไปถึงขวดน้ำด้วย แม้กระทั่งเพื่อนกันก็ตาม ถ้าเราเอาปากแตะปากขวดไปแล้ว เขาจะไม่กิน หรือบางคนถ้าสนิทกันจริงๆ ก็กินได้ แต่เค้าก็ยังกินแบบ “เท” น้ำเข้าปากอยู่ดี

ริกชอว์นรกส่งมาเกิด

เด็กที่เกสต์เฮาส์ชื่ออโศก เอาออโต้ริกชอว์มารับถึงหน้าสถานี เขาเอาโบรชัวร์ของเกสต์เฮาส์ Ganga Fuji ที่เราจองไว้ติดมาด้วย พร้อมชื่อฉันที่เขียนไว้บนโบรชัวร์ ว่าไม่ได้มั่ว แต่เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะขนาดว่ามีคนมารับถึงที่แล้ว พวกเหล่าริกชอว์แขกจอมตื๊อก็ยังมารุมล้อม คือ “ล้อม”จริงๆ เราติดแหง็กอยู่ตรงกลาง ไอ้เราก็แหวกเอากระเป๋าไปใส่รถได้แล้ว ยังมาพูดหว่านล้อมไม่ให้เราไป ฉันพยายามไม่ใส่ใจ แต่มันกวนตีนเหลือเกิน

“อีนี่นายจะไปหนาย ไปริกชอว์ม้าย”
“จองเกสต์เฮาส์ไว้แล้วมีคนมารับแล้ว”
“ไอ้เนี่ยเหร๊อ” (ชี้ไปที่เด็กที่มารับ)
“ใช่ มีปัญหาเรอะ”
“โอ๊ย ไปกันฉานดีกว่า”
“จะบ้าเหรอก็เค้ามารับแล้ว ไม่ไปๆๆ”​ แล้วไอ้แขกมหาประลัยนั่นมันก็ไปเจรจากับเด็กของเกสต์เฮาส์ ซึ่งกำลังทำหน้าหวานอมขมกลืนอยู่ข้าง ๆ คนขับรถด้านหน้า จะบอกให้ออกรถก็กลัวโดนตีน เพราะพวกมาเฟียริกชอว์ได้ล้อมท่านไว้หมดแล้ว

ฉันปล่อยให้แขกได้เจรจากันไป นานเกือบสิบนาที รถก็ยังไม่ออก
ลามไปถึงการไปฉกโบรชัวร์เกสต์เฮาส์มาจากมืออโศกแล้วมันก็เอาไปพลิก ๆ ดู

“นี่อีกนานป่าว? ไปเหอะ” ไอ้แขกริกชอว์นั่นยังพล่ามกับอโศกไม่เลิก ส่วนอโศกก็ทำหน้าไม่ถูก ฉ้นเลยเดินลงไปคุยกับอาบังนั่นตัวต่อตัวไปเลย เบื่อที่สุดถึงที่สุดแล้ว

“ยังคุณยังไปไม่ได้ คุณบอกชื่อเกสต์เฮาส์คุณมาก่อน” ฉันเริ่มจะหมดความอดทน กัดฟันบอกชื่อเกสต์เฮาส์มันไป
“เจ้าของเกสต์เฮาส์ชื่ออะไร” จะถามทำไมเนี่ย
“ชั้นจะไปรู้ได้ไงล่ะ จะถามชื่อพ่อชื่อแม่เขาด้วยมั้ยล่ะฮึ” ฉันยื่นมือไปจะเอาโบรชัวร์คืน เพราะมันมีชื่อฉันอยู่บนนั้นด้วย ริกชอว์ตัวแสบเอาโบรชัวร์ไปซ่อนไว้ด้านหลัง!! เชื่อมันเลย!!

“คุณต้องบอกมาก่อนว่าเขาชื่ออะไร” บ๊ะ!!
“ทำไมบัง ทำไมมีปัญหาอะไรหรอ จะเอาอะไรอีก”
“มา ผมโทรหาเขาก็ได้ ผมจำเสียงได้ ถ้าได้ยินเสียงจะรู้ว่าเป็นใคร” ฉันเส้นประสาทขาดผึง
“เฮ้ย แกจะบ้าเรอะ เจ้าของชื่ออะไรแล้วมาเกี่ยวอะไรกับชั้นด้วย เอาโบรชัวร์คืนมานี่นะ”

“ยูเงียบปากไปเลย”
“อ๊าวววว พูดงี้เดี๋ยวเอาขี้วัวป้ายหน้าเลย ก็ชั้นจ่ายเงินให้เค้ามารับ ชั้นมีสิทธิ์สั่งให้เค้าออกรถ”
“แต่ว่าเขา (ชี้ไปที่อโศก) เป็นคนอินเดีย ยู่ไม่ช่ายคนอินเดียนี่!”
????? ฉันได้แต่อึ้ง แล้วมันเกี่ยวตรงไหน (วะ)
“แล้วทำไม เกี่ยวอะไรกับเป็นคนประเทศอะไร ยูจะบ้าเหรอ” เพื่อนเอกก็ช่วยเหลือดีมากเลย นั่งเงียบตลอด

“เพราะคนอินเดียต้องคุยกับคนอินเดียด้วยกันซี๊!”
“ทำไม จะได้โกงง่าย ๆ หน่อยใช่มั้ย นี่ บอกเลยนะ ปล่อยให้เราไปได้แล้ว แล้วเลิกไปยุ่งกับอโศกซะที”
“ทำไม ทำไม ยูจะทำไม”
“เอ๊า แล้วยูล่ะจะทำไม ใหญ่นักเหรอ เอ๊อ ชั้นไม่ไปก็ได้” ฉันหันไปเอากระเป๋าออกจากรถ
“ไป จะไปนักใช่มั้ย ไปหาตำรวจด้วยกันเลย มา”

เท่านั้นแหละ แขกก็แขกเหอะวะ เงียบไปทันที

คนอินเดียไม่ค่อยชอบตำรวจ ไม่ใช่ว่าเกรงกลัว แต่กลัวเสียเงิน (ฮา) ฟังดูเหมือนประเทศไหนก็ไม่รู้เนอะ มันอยู่ที่ว่าใครจะยัดเงินตำรวจได้มากกว่ากัน ใครยัดมากกว่า ฝ่ายนั้นชนะ ระบบเน่าพอกับประเทศแถว ๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่ง แต่นี่คือเรื่องจริง


ลิงกับเกสต์เฮาส์

เราพักที่เกสต์เฮาส์ Ganga - Fuji เจ้าของเป็นหนุ่มใหญ่ ท่าทางไว้ตัว แต่ถามอะไรก็ให้ข้อมูลดี ไม่หวง เขาชื่อราช แต่คนอื่นมักเรียกเค้าด้วยนามสกุลว่า การ์ปูร์ เพราะเป็นตระกูลมีชื่อ ค่อนข้างไฮโซของพาราณสี การ์ปูร์เคยแต่งงานกับผู้หญิงญี่ปุ่น และย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นเกือบสิบปี จนพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องราวกับเจ้าของภาษา ทำให้เกสต์เฮาส์นี้มีคนญี่ปุ่นมาพักค่อนข้างมาก แต่การ์ปูร์เทคแคร์ทุกคนอย่างดี แถมออกจะไม่ค่อยชอบคนญี่ปุ่นอยู่หน่อย ๆ ด้วยซ้ำ (อ้าว) การ์ปูร์บอกว่า อยู่ไป 9 ปี ปีแรก ๆ ก็มีความสุขดี แต่อยู่ไปนาน ๆ เริ่มไม่ชินวัฒนธรรมต่อหน้าอีกอย่างลับหลังอีกอย่าง ปัจจุบันการ์ปูร์หย่ากับภรรยาแล้ว มีลูกชายวัย 8 ขวบด้วยกันหนึ่งคน เป็นเด็กผิวขาวแบบญี่ปุ่น แต่ตาโตเหมือนแขก เออก็เป็นส่วนผสมที่เข้าท่าดี (แต่ไอ้เจ้าเด็กคนนี้มันเลี้ยงยากมากเลยนะ อาหารอินเดียก็ไม่กิน นอนห้องไม่มีแอร์ก็ไม่ได้ แถมดูพ่อจะภูมิใจซะอีก ไว้จะเล่าให้ฟังทีหลัง)

แถวเกสต์เฮาส์มีลิงเยอะมาก แต่มักจะไม่ลงมาที่พื้น จะอยู่บนหลังคา หรือไม่ก็เกาะกลุ่มกันอยู่ตามต้นไม้ และไม่กลัวคน คนซะอีกที่ต้องกลัวลิง เพราะบางทีชอบมาขโมยของกิน บางทีก็มาขี้ทิ้งไว้ต่างหน้าแล้วก็จากไป ปล่อยให้คนในเกสต์เฮาส์เหยียบขี้ลิงกันสนุกสนานในตอนเช้า เกสต์เฮาส์แทบทุกที่ต้องติดลูกกรงหรือเหล็กดัดกันลิงเข้า ไป ๆ มา ๆ ดูเหมืิอนคนถูกขังอยู่ในกรง แล้วลิงได้อยู่อย่างมีอิสรเสรีภาพซะมากกว่าอีกนะนั่น

มีอยู่ตัวหนึ่ง ฉันเลยให้ถั่วกิน วันถัดมามันพาเพื่อนมาเป็นฝูงเลย มารอที่หน้าต่าง ฉันเลยแบ่งทับทิมให้ไปครึ่งลูก ดูลิงตบตีแย่งทับทิมกัน สนุกดี (อ้าว ซาดิสม์นี่หว่า)

ดูวิดิโอเจ้าลิงตัวนี้ได้ที่นี่

วัวศักดิ์สิทธิ์

ฉันใช้เวลา 2-3 วันก็เริ่มที่จะปรับตัวได้ แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า วัวตัวไหน ดูท่าว่าจะขวิดหรือไม่ขวิด! เพราะบางตัวดูใจดี มีเมตตา หน้าเซื่อง ๆ แต่พอเดินเฉียดไปหน่อย ก็เอาเขา (โชคดีที่มันกุด) ขวิด ๆ แบบทีเล่นทีจริง (แต่ตูเสียวนะ) ฉันไม่เคยไว้ใจวัวที่อินเดียได้ซักตัว แม้แต่เพื่อนชาวอินเดียที่เป็นชาวพาราณสีโดยกำเนิด จะพยายามชวนเชื่อเท่าไหร่ว่า “วัวน่ารักออก ดูซิ แววตาอินโนเซนท์” ฉันก็ไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะฝังใจ ที่โดนขวิดแบบหวุดหวิดมาแล้วสองครั้งสองครา ในขณะที่เพื่อนชาวอินเดีย เดินผ่านวัวไปแบบตัวปลิว (บางครั้งมีแวะตบหัววัวแบบเอ็นดูอีกต่างหาก)
สงสัยชาติหน้าอาจจะต้องเกิดเป็นฮินดู วัวถึงจะรัก

เค้าว่าวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นพาหนะของพระศิวะ (หรืออีกชื่อคือพระอิศวร แต่คนอินเดียจะเรียก Shiva) ยิ่งที่พาราณสี ซึ่งเป็นเมืองของพระศิวะ ด้วยแล้ว คนยิ่งไม่ไปยุ่งกะวัวให้วัวต้องรำคาญใจเลย แถว ๆ วงเวียนกลางสี่แยกแถว ๆ Dasaswamedh (ทาสอัศวเมธ) Ghat (ฆาต หรือเชิงตะกอนนั่นแหละ) หรือ Main Ghat เป็นสี่แยกที่จอแจที่สุดแห่งหนึ่งของพาราณสี เป็นวงเวียนที่ติดกับตลาด ติดร้านอาหาร ติดแผงลอย และเป็นฆาตที่นักท่องเที่ยวมามากที่สุด คิดดูว่ามันจะวุ่นวายขนาดไหน

แต่ถึงจะวุ่นวายจอแจ ทั้งรถราผู้คนเป็นหมื่นเป็นแสนสัญจรผ่านไปมา กลางวงเวียนนี้ จะมีวัวมานอนเป็นประจำ แล้วไม่ได้มาแบบไม่ได้ตั้งใจด้วยนะ คือมันตั้งใจมานอนที่นี่เลย เพราะทุกวันจะเป็นตัวเดิม ๆ คนแถวนั้นจำได้หมด วันไหนไม่มาอาจจะถึงขึ้นคิดถึงกันเลยทีเดียว

แต่ไม่ใช่ว่าวัวทุกตัวจะน่ารักสงบเสงี่ยมเสมอไป วัวจะมีสองประเภทที่ไอ้พวกตัวที่ขาว ๆ เจี๋ยมเจี้ยม นี่เค้าก็เรียกกันตามปรกติว่า Cow และพวกตัวดำ ๆ มีหนอก คนอินเดียเค้าจะเรียกว่า Bull (จริง ๆ มันก็ไม่ใช่กระทิงหรอกนะมันก็คือวัวนี่แหละ แต่เป็นพวกพันธุ์บราห์มัน หรือพวกอินดูบราซิล ตัวใหญ่บะเล่ง) แล้วไอ้พวกตัวดำ ๆ นี่แหละ ดุนัก พยากรณ์อารมณ์ไม่ค่อยจะได้ คนอินเดียเองยังหวาด ๆ เวลาเจอที่ไหนต้องหลบให้มันเดินไปก่อน

แล้วพาราณสีก็เป็นเมืองที่เป็นเหมือนเขาวงกต แต่ละซอยนี่แต่คนเดินสวนกันได้ก็บุญแล้ว แถมบางทีเจอวัวเดินผ่านมา ต้องหลบขึ้นบนร้านข้างทางกันเป็นแถบ ๆ แถมบางตัวก็ชอบนอนขวางหน้าร้านหรือทางเข้าโรงแรม บางตัวชอบแวะร้านขายส่าหรี (ไม่รู้ทำไม เห็นหลายครั้งแล้ว โผล่มาแต่ตูด แต่หัวเข้าไปอยู่ในร้าน)

แต่คนอินเดียรุ่นใหม่ ๆ ไม่ค่อยเคร่งเรื่องวัวนี้เท่าไหร่นัก ฉันเคยถามเพื่อนคนอินเดีย ซึ่งเป็นคนเมืองใหญ่อย่างมุมไบ (บอมเบย์) ว่ากินเนื้อวัวด้วยเหรอ ไม่ใช่ว่ามันศักดิ์สิทธิ์เหรอ เจ้าหล่อนตอบหน้าตาเฉย “ศักดิ์สิทธิ์ก็ดีดิ กินซะเลย ฮ่าๆๆๆๆ”

จะรีบไปตาย??

คนไทยคุ้นกับชื่อพาราณสีมานาน เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเราก็ร่ำเรียนกันมาว่า พาราณสีคือเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก แก่่พระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (ปัจจุบันเรียกว่า เมืองสารนาถ ใช้เวลาเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมงจากพาราณสี) บางที่ก็ยังเห็นใช้ชื่อ “กาสี” อยู่ ซึ่งเดิมนั้น กาสี เป็นชื่อแคว้น (กาสี แปลว่า แสงสว่าง) ต่อมาเมื่อสมัยอยู่ภายใต้อาณานิคมก็เป็นชื่อ เบนาเรส (Benares) จนในที่สุดก็เปลียนกลับมาเป็นพาราณสี (หรือ วาราณสี Varansi ตามสำเนียงอินเดีย)

ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากยังคงเดินทางมาแสวงบุญที่นี่ ถ้าได้ลงไปที่แม่น้ำคงคา (หรือคนอินเดียเรียก Ganges - แกงกี หรือ Ganga - กังกา, Ganges คือเวอร์ชั่นที่รับมาจากฝรั่ง แต่แบบเดิม ๆ คือ Ganga แต่แบบไหนก็ได้ แล้วแต่คนจะเรียก ) จะเห็นทัวร์กรุ๊ปจากเมืองไทยกันอยู่บ่อย ๆ หลายคณะมักจะมีพระสงฆ์มาด้วย ได้ฟังการนำทัวร์ผสมธรรมมะเพลินดีไปอีกแบบ

สำหรับคนไทยคือที่ที่มาแสวงบุญ สำหรับคนอินเดียคือที่ที่มาล้างบาปและที่ที่เดินทางมาตาย

บางคนรู้ตัวว่าใกล้ตาย ก็จะให้ลุกหลานพามา “รอ” ที่นี่เลย เอาให้แน่ใจว่าตัวเองได้มาตายที่พาราณสี เพื่อจะได้ไปสู่ภพชาติที่ดีกว่าและบาปจะได้รับการชำระเสียแต่ชาตินี้ บางคนไม่ทันได้รอ ตายเสียก่อน อาจจะสั่งเสียลูกหลานไว้ ให้มาเผาหรือลอยน้ำที่นี่

พาราณสีมี “ฆาต” อยู่ริมแม่น้ำจำนวนมากมาย ฆาต หรีอเชิงตะกอนนี้ไม่ได้มีไว้เผาศพเสียทุกฆาต ฆาตส่วนใหญ่จะเป็นลานกว้าง สำหรับทำพิธีทางศาสนาทั่ว ๆ ไป เช่น ทำบุญ อาบน้ำล้างบาปช่วงเช้า แม้กระทั่งมานั่งสมาธิ สวดมนต์ แต่ฆาตที่ไว้เผาศพนั้นจะแยกตัวออกไป จะเรียกฆาตที่ใช้ทำพิธีศพนี้ว่า Burning Ghat หรือฆาตสำหรับพิธีฌาปณกิจ ซึ่งห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด

รอบ ๆ Burning Ghat นี้จะมี “สถานที่รอ” เป็นห้องเล็ก ๆ บางทีก็ใช้เป็นที่หลบแดดนั่งพักของญาติ ๆ ที่นำศพมาทำพิธี แต่บางครั้งก็เป็นสถาณที่ที่คนแก่ ๆ มานั่งนอนรอความตายอย่างที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่..

ศพจะถูกแห่มาตามถนน และไม่มีใครสนใจ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญยิ่งกว่าคนไทยกินข้าว ขบวนศพปะปนอยู่กับขบวนสามล้อ วัว พ่อค้า แม่ค้า ที่หลั่งไหลกันมาตามถนนแคบ ๆ ของพาราณสี

ถ้าตะโกนด่าใครลอย ๆ ว่า”เฮ้ยจะรีบไปตายหรือไงวะ!!?”ที่พาราณสี
อาจจะได้คำตอบว่า “เออ ขอโทษนะ เดี๋ยวไม่ทัน” :-)

การเผาศพก็ต้องใช้ไม้ ขนาดตายแล้วยังมีแบ่งชั้นวรรณะ คนที่มีเงินหน่อยอาจจะเลือกไม้กฤษณาที่หอมเนื้อดี ที่คนจน ๆ หน่อยก็เลือกเอาไม้อะไรก็ได้ ขอให้ถูก ๆ ไว้ก่อน ให้ได้เผาก็พอแล้ว การเผาก็ทำกันกลางแจ้ง ไม่มีโลง มีแต่ศพที่ห่อผ้าหลากสีสัน มีพวงมาลัยและดอกไม้โปรยไว้ แล้วก็เผากันเลย คนที่นี่เผาศพกันทุกวันวันละหลาย ๆ ศพ บางศพแขนขาเด้งขึ้นมา เรียกเสียงกรี๊ดวี๊ดว้ายของคนขวัญอ่อนได้ทุกครั้ง แต่สำหรับคนที่มีหน้าที่เผาศพ แค่เอาไม้เขี่ย ๆ แล้วก็หันไปนั่งจิบชาต่อ ไปนั่งดูบ่อย ๆ ก็ปลง ความตายและชีวิตแตกต่างกันก็แค่ลมหายใจเดียว หายใจเข้าได้หายใจไม่ออกก็ตายแล้ว ตายไปก็เหลือแค่กระดูกกองนึง แค่นี้แหละ

ราช

ฉันไปนั่งดูเขาเผาศพและไปนั่งเล่นแถวแม่น้ำคงคาเป็นประจำ จนคุ้นเคยกับเด็กขายโปสการ์ดแถวนั้น มีคนนึงตัวเล็กนิดเดียวชื่อ พินตู เอาโปสการ์ดมาขายทุกวัน ฉันก็อุดหนุนไปบ้าง หลัง ๆ เริ่มมาถี่ ฉันเลยบอกว่าซื้อหลายใบแล้วไง พินตูเลยมีของเล่นมาใหม่ เป็นผงสีผสมกากเพชร วาดเป็นลวดลายบนมือได้

“นี่ นี่ ผมเรียนเองเลยนะ ลองดูมั้ย”
“แล้วมันจะติดนานไหมล่ะ”
“ก็นานนนน”
“นาน พรุ่งนี้พินตูก็ไม่ได้มาขายอีกน่ะซิ​?”
“พรุ่งนี้ก็เลือกลายใหม่ซิ”
“แล้วจะลดราคาให้หรือเปล่าล่ะ”
“ลดไม่ได้หรอก สีแพง”
“ฮ่าๆๆ”
“นะ นะ ลองหน่อยนะ”
“อ่ะก็ได้” ฉันยื่นมือขวาให้พินตู พินตูเปิดกล่องกระดาษที่มีขวดผงสีอยู่ 5-6 ขวดออกมา แล้วก็เริ่มละเลงสี ดูไม่ค่อยจะเข้าท่า แต่ออกมาแล้วก็สวยดี
“เก่งนี่ เรียนเองเหรอ”
“ใช่แล้ว ผมชอบเรียนอะไรใหม่ ๆ ทุกวัน นี่ ๆ ๆลองอันนี้ด้วยมั้ย มีเฮนน่าด้วยนะ”
“วันนี้ทำอันนี้ไปแล้วไง”
“ก็อีกข้างนึงไง”
“ขายเก่งจริงว่ะตัวแค่นี้” พินตูยิ้มปากกว้างถึงรูหู

“พินตู! อย่าไปกวนพี่เค้ามากนักเลยวะเอ็งนี่” ฉันหันไปตามเสียง เจ้าของเสียงเป็นผู้ชายอินเดีย อายุราว ๆ ซักยี่สิบปลาย ๆ ผมเผ้าเปียกเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ พินตูพูดกลับไปเป็นภาษาฮินดี แล้วทั้งคู่ก็โต้ตอบกันเป็นภาษาฮินดีอยู่นาน แต่ดูเหมือนจะแหย่กันเล่นมากกว่า เพราะโวยวายกันไปขำกันไป

ฉันให้เงินพินตูไปยี่สิบรูปี
“แต๊งกิ้ว!!” แล้วกฺ็วิ่งแจ้นไปหานักท่องเที่ยวคนอื่นต่อ
“มันน่ารำคาญหน่อยนะ เด็กแถวนี้” ชายแปลกหน้าคนเดิม ขึ้นมานั่งที่บันไดขั้นเดียวกับฉันพลางเช็ดผมไปด้วย ฉันไม่ตอบอะไร
“มาจากประเทศไหนเหรอคุณ?” ฉันก็ยังไม่ตอบอะไร นั่งเขียนไดอารี่ไปเงียบ ๆ ไอ้นี่ท่าจะบ้า มาชวนคุย โจรป่าววะ
“กลัวผมเหรอไง” เขาพูดกลั้วหัวเราะ
“เปล่า แต่แม่ไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า” (มุขโคตรโบราณเลยกรู)
“ผมแปลกหน้าเหรอ ไม่มั้ง คุณต่างหากที่แปลกหน้า ผมเกิดที่นี่ โตที่นี่นะ คุณไม่ได้มาจากที่นี่ซักหน่อย”

คนอะไร กวนทีนนนนนนนนนนน (-*-)

“เอ่า มาจากประเทศอะไรล่ะตกลง”
“ไทย”
“อ๋อ ไทยแลนด์ ว่าแล้วเชียว”
“ทำไม รู้ได้ไง”
“ก็เดาเอา เพราะหน้าก็ไม่ใช่ญี่ปุ่นแน่นอน จีนก็ไม่น่าจะใช่ เกาหลียิ่งไม่น่าใช่ เพราะคุณดำเกินไป”

เออ เออ.. ตูมันดำ..

“มาทำไรแถวนี้ล่ะ” ชักไม่อยากจะคุยกะมันแล้วนะเนี่ย แต่รอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก ต้องนั่งต่อไป
“มาทำนามั้ง ไม่เห็นเหรอ มานั่งเล่น”
“อ่าว ก็นึกว่ามาตาย”
“เอ๊า…”
“อะล้อเล่น นี่ คุณกลัวผมจริง ๆ ใช่ปะเนี่ย เป็นไร ทำไม หน้าผมมันน่ากลัวมากหรอ”
“ที่เมืองไทยเค้าบอกว่าไม่ให้ไว้ใจแขก”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
“ทำไมขำอะไร”
“ก็ไม่ต้องไว้ใจซิ คนอินเดียยังไว้ใจคนอินเดียด้วยกันไม่ได้เลยคู้ณ”

ฉันไม่พูดอะไร ก้มหน้าก้มตาเขียนไดอารี่ต่อ
“เขียนไรอะ” (ชะโงกหน้ามาดู)

บ๊ะ ไอ้บ้านี่ นอกจากกวนทีนแล้วยังสอดรู้สอดเห็นอีกด้วย

ฉันหยุดเขียน ยื่นไดอารี่ให้ดู เขาหยิบไปดูซักแป๊บนึง แล้วส่งคืน
“อ่านไม่ออก”
ก็แหงล่ะ ภาษาไทยนี่หว่า จะไปอ่านออกได้ไง เขาลุกขึ้นยืน ปัดตูดกางเกงปั้บ ๆ แล้วก็หันหลังจะเดินกลับไปข้างบนฝั่ง

“ไปละนะ ยินดีที่ได้รู้จัก ผมชื่อ ราช นะ”
“อือ”
“ถ้าเย็น ๆ ยังอยู่อาจจะได้เจอกันอีก ผมทำงานอยู่ที่เกสต์เฮาส์แถวนี้แหละ”

ว่าแล้ว ราชก็เดินจากไป ความสงบสุขก็ได้กลับมาเยือนอีกครั้ง เวลาวางกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นสมุดโน้ต หรือ อะไรก็ตามต้องระวัง ไม่ใช่แค่ว่ามันจะปลิวอย่างเดียว แต่ระวังแพะมากิน!

ประชากรแพะที่นี่ มีมากไม่น้อยกว่าประชากรวัว และเดินเล่นได้อย่างอิสระตามใจฉันมาก ๆ และกินทุกอย่างที่ขวางหน้า กระดาษนี่ชอบมากเป็นพิเศษเลย เผลอเป็นไม่ได้

ปูจา - บูชาไฟ

ตอนเย็น ๆ พระอาทิตย์ตก สวยมาก ๆ แต่พอพระอาทิตย์จากไปแล้ว ยุงจะเข้ามาแทนที่ทันที ฉันรีบถ่าย ๆ ๆ รูปแล้วก็แจ้นกลับที่ Main Ghat ซึ่งเค้ามีพิธีปูจา (Puja หรือ ภาษาไทยคือ บูชา) ช่วงค่ำกันอยู่ คนจะมานั่งกันที่แม่น้ำแล้วทำพิธีบูชาไฟ โดยคนทำพิธีเป็นพราหมณ์หลายคน แต่ละคนคงต้องมีกำลังแขนเป็นเยี่ยม เพราะต้องทั้งเหวี่ยง ทั้งถือภาชนะทองเหลืองชิ้นไม่ใช่เล็ก ๆ แถมยังมีไฟลุกอยู่อีก ร้อนก็ร้อน หนักก็หนัก นานก็นาน นับถือในความพยายามจริง ๆ

พิธีนี้ทำกันทุกวัน มีการสวดมนต์ สั่นกระดิ่ง ทำกันหน้าแม่น้ำที่ main ghat นี่แหละ (ghat อื่นก็มีแต่ไม่ใหญ่เท่า) มีเคริื่องขยายเสียงดังไกลไปหลายกิโล ทั้งคนอินเดียทั้งนักท่องเที่ยว และแน่นอน รวมไปถึงวัว แห่มารวมพิธีกันแน่นทุกวัน แต่อย่าลืมเอายากันยุงไปทาด้วยล่ะ

ยังมีต่ออีกสำหรับพาราณสี ไว้แวะมาอ่านอีกนะก๊ะ

บล็อกนี่มีคำหยาบคาย หากทำใจไม่ได้จงรีบปิดไปโลดเน้อ
—————————————–
เนื่องจากข้าพเจ้านัั้นได้ย้ายนิวาสถานมาเป็นชาว “กล่อง” กับเค้าได้ประมาณหลายเดือนแล้ว
ตั้งแต่คุณแฟนกลับไป คอนโดขนาดสองห้องนอน มันก็ดูจะเกินความจำเป็นไปหน่อย
เลยกะว่าจะหารูมเมทมาแชร์ห้องดีกว่าปล่อยไว้ว่าง ๆ
เพราะผ่อนนี่ก็เดือนนึงใช่น้อย ร่วมสองหมื่นต่อเดือน เฮือก…

มีมาดูก็หลายคนอยู่ แต่การหารูมเมทนี่ไม่ง่าย โอกาสเจอคนที่เข้ากันได้ ยากยิ่งกว่าซื้อหวยปีละครั้ง แล้วให้ถูกรางวัลที่หนึ่งอีก

คนนึงมาจากฟิลิปปินส์ เป็นสาว NGO ชื่อวิเวียน บ้าโยคะ ตอนแรก ๆ เราคุยจากโทรศัพท์ ไม่ค่อยจะถูกใจเธอเท่าไหร่ เพราะเธอฟังดูเนือย ๆ หงอย ๆ แถมโทรมาทีไรก็ให้เพื่อนคนไทยคุยทุกที จนเราต้องถามว่าทำไม she ไม่คุยเอง.. she ก็บอกว่า ชั้นกลัวเธอฟังชั้นไม่รู้เรื่อง

ก็กรูโพสต์ ad เป็นภาษาอังกฤษอะนะ จะให้กรูฟังไม่รู้เรื่องได้ไงล่ะ เจ๊นี่

แต่พอวิเวียนมาถึง เธอมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างเท่าจานดาวเทียมไทยคม แถมขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ว่ามาถึงซะดึก เกรงใจจังเลย ขอโทษจริงๆ

เธอดูเข้ากับคนง่ายและยิ้มเก่ง แถมเอาขนมมาฝากอีกหลายห่อ
แถมเธอก็คุยเก่ง (กำลังดี ไม่ใช่พูดมาก)

โล่งอกไป เจอคนแบบนี้ ค่อยยังชั่ว

แต่ไอ้คนที่สองเนี่ยดิ ไอ้เควิน

จริงๆ เควินเนี่ย เคยเจอมาครั้งสองครั้งแต่ไม่สนิทอะไร ก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัย ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฎ

แต่คืนแรกที่เควินมาก็ปวดกบาลเลย เพราะมันมาถึงประมาณตีสอง
มาถึงก็ไม่มีการขอโทษขอโพยใด ๆ ทั้งสิ้น เดินดุ่ย ๆ เข้ามา วางกระปงกระเป๋าเสร็จ he ก็จะซักผ้าเลย “เดี๋ยวนี้”

เออ มรึงจะซักก็ลงไปเครื่องหยอดเหรียญข้างล่างดิ 20 บาท
“มีแฟ้บยังอะ”
“เอ่อ ไม่มี”
พามันไปถึงเครื่อง
“หยอดเหรียญดิ 20 บาท”
“มี 10 บาทเองอะ”
“กรำ..”

ต้องให้มันไปอีก 10 บาท no big deal..

กลับมาบนห้อง
“อ่ะ นี่กุญแจ ลองใช้ดูดิ แล้วอย่าเจือกทำหายล่ะ คีย์การ์ดอ่ะ หายคิด 500 นะ”
“โห แพงจังอะ”
“ชั้นไม่ได้เป็นคนคิดนะเว้ย คอนโดมันคิด แกก็อย่าทำหายดิ เอ้า ลองไขกุญแจดิ๊”

แล้วไอ้เควินก็ทะลวงกุญแจ กึ้งๆๆๆๆๆๆ !!!! ชนิดที่ว่า มึงจะเสียบแรงๆให้มันได้อะไรขึ้นมาเนี่ย กลัวลูกบิดห้องกูไม่พังใช่มั้ย

เข้ามาออนไลน์ นั่งทำงานต่อ ไอ้เควินเดินไปกุก ๆ กักๆ ทำอะไรกับโมเด็ม wifi เราก็ไม่รู้
“เฮ้ย ทำไร (วะ)”
“พยายามจะต่อเน็ต”
“ใจคอมึงจะถามกรูบ้างมั้ยล่ะว่าใช้ยังไง ใช้ได้ไหม”
หัวเราะแฮะๆ

“เข้าไม่ได้อะ”
“รหัสถูกปะ”
“ถูกนะ”

ซวยกูอีก ต้องมานั่ง set ค่าหาปัญหาให้มันว่าทำไมมันเข้า wifi ไม่ได้ ทำอยู่นานก็ยังเข้าไม่ได้ แล้ว net Buddy ดันมาเจ๊งอีก โทรไปที่ศูนย์คิดว่าพนักงานคงผูกคอตายหนีปัญหากันไปหมดแล้ว เพราะติดสายกัยหมด จนปัญญาไว้ลองใหม่พรุ่งนี้ละกัน ไปนอนดีกว่า

เข้าไปห้องนอน (มีสองเตียง ให้เควินนอนเตียงเดี่ยว เรานอนเตียงใหญ่) เควินยังคงรื้อค้นแคะแงะสิ่งของต่าง ๆ นา ๆ ในกระเป่า ทำของหล่นเป็นระยะ ๆ แล้วไอ้พื้นลามิเนตอ่ะนะ เหรียญสิบบาทหล่นก็ดังไปสามห้องแล้ว แล้วไอ้เควินก็ขยันทำหล่นมาก

แถมมันขยันเปิดไฟมาก เปิดมันทุกดวงอย่างกับงานวัดภูเขาทอง.. ค่าไฟมันแพงนะเว้ยยยย แมร่งงง..

ความซวยได้มาเยือนกรูแล้ววววววว

เราเลยหนีไปนอนก่อน
“ก่อนนอนก็อย่าลืมปิดไฟด้วยล่ะ”

เช้าวันถัดมา
ตื่นมาเพราะอีเควินออกไปเข้าห้องน้ำ แล้วปิดประตูเสียงโคตรดัง กูล่ะเซ็ง

อินเตอร์เน็ตกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม เราก็ใช้ wifi ได้ปรกติ

ระหว่างนี้เควินเดินออกไปเก็บผ้าที่ตากไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งตากไว้ที่ระเบียงด้านนอกติดกับห้องครัว ที่มันจะมีประตูกระจกสไลด์กั้นไว้
ไอ้เราก็ไปนั่งทำงาน พยายามซ่อมอินเตอร์เน็ตให้มันต่อ

ปั้ง ๆๆๆๆๆๆ!!!

ปั้ง ๆๆๆๆๆๆ!!!

ตอนแรกนึกว่าไอ้ห้องข้างบนพาช่างมาทำ built-in อีก แต่มันทุบไม่เลิกว่ะ แล้วไอ้เควินไปเก็บผ้าอะไรของมันนานนักหนา

ปั้ง ๆๆๆๆๆๆ!!!

เสียงมาจากระเบียงนี่หว่า เดินออกไปดู
นังเควินยืนทุบประตูกระจกอยู่ ทำท่าว่า ประตูล๊อก เลยกลับเข้ามาไม่ได้

เราเดินไปใช้แรงเลื่อนประตูเพียงเล็กน้อย ประตูก็เปิดออกมาได้
“อะไรวะเควิน?”
“ประตูมันล็อกอ่ะ เข้าไม่ได้”
“แกจะบ้าเหรอ ใครจะไปล็อก มันไม่ได้ล๊อก แกไม่ออกแรงดึงเลยนี่นา”
“อ้าว เออ ไม่ได้ล็อกจริงๆด้วย”

ไอ้บ้าเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย เอ็งจะบ้าไปถึงไหนวะเนี่ย ชั้นชักจะทนไม่ไหวแล้ว นี่แค่วันแรกเองนะ ก็ทำกูจะบ้าแล้ว

มันยังเข้า wifi ห้องเราไม่ได้ เราเลยบอกให้ไปลองที่ร้านกาแฟข้างล่างดูละกัน ว่่าเข้าได้ไหม มันก็เข้าไม่ได้อีก สรุปว่าเป็นที่เครื่องมันอะแหละ ไม่ได้เป็นที่เน็ตเวิร์คเรา

เซ็งเป็ด

คาดว่าเควินคงจะได้อยู่ถึงแค่สิ้นเดือนนี้แล้วเควินคงต้องไป เพราะเราสุดแสนจะอึดอัดกับการมีมันอยู่ด้วยเป็นอย่างมาก

คนอะไรวะ มาวันแรกก็ทำให้เรารำคาญได้เพียงนี้ โคตรนับถือมันจริงๆ

จากเดิมที่เข้าได้ 15 ประเทศ คือ ออสเตรีย, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ไอซ์แลนด์ (Iceland), อิตาลี, กรีซ, ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, โปรตุเกส, สเปน และ สวีเดน (มีอยู่สองใน 15 ประเทศนี้ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปคือ Norway และ Iceland ในขณะที่อังกฤษ และ ไอร์แลนด์ (Ireland) เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ไม่สามารถเข้าได้ด้วยวีซ่าเชงเก้น ต้องขอวีซ่าแยกต่างหาก)

newschengen-countries.jpg

ยังไงก็ตาม หลังจากรอคอยกันมานาน วีซ่าเชงเก้น สามารถเข้าประเทศต่าง ๆ ได้อีก 10 ประเทศแล้วจ้ะ คืือ มอลต้า, โปแลนด์, ฮังการี, สาธารณรัฐเชค, ลัตเวีย, ลิธัวเนีย, เอสโตเนีย, สโลวาเกีย และ สโลเวเนีย เพราะฉะนั้นการเดินทางในประเทศเหล่านี้ ไม่มีพรมแดนอีกต่อไป มีแค่วีซ่าเชงเก้นเท่านั้นก็ไปได้สบายบรื๋อ ไม่ต้องมีการตรวจลงตรา ผ่านแดนใด ๆ (และอีกหนึ่งคือ ไซปรัส ที่ยังคงมี check point ตรวจวีซ่าอยู่ แต่ขอแค่เป็นเชงเก้นเป็นใช้ได้)

ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ กำลังจะเข้าเป็นสมาชิกเร็ว ๆ นี้ด้วย
รายละเอียดเพิ่มเติม ไปนี่โลด http://en.wikipedia.org/wiki/Schengen_Agreement


xmaslights2.gif

จะปีใหม่อีกแล้ว ใคร ๆ ก็ตื่นเต้น
ไปไหนก็รถก็ติด มีแต่คนไปซื้อของกัน
ปีใหม่ นายกใหม่ ไม่รู้จะต้องกินชมพู่กันทั้งน้ำตาหรือไม่ แล้วแต่บุญแต่กรรมทำกันมา
ปีนี้ปีชวด ขออย่าให้อะไร ๆ มันชวดเหมือนชื่อปีเล้ย สาธุ

บ้านที่โน่น (เบลเยี่ยม) หนาวได้ใจ ดูจากรูป มันก็สวยดี แต่ถ้าต้องไปอยู่ คงไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ฝรั่งแห่กันมาแถวบ้านเรากันให้ลึ่ม หนีหนาวกันมาทะเลอันดามัน ส่วนคนไทยนั้นฤา ไปทัวร์เกาหลี เพื่อดูหิมะ!

hhh3.jpg

xmaslights2.gif

ถามกันบ่อยมาก ๆ ทั้งบน blog และทาง mail (บางคนไม่ทันใจ add M มาถามเลยก็มี)

จะไปเบลเยี่ยม ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการขอวีซ่า

จริง ๆ แล้วมีข้อมูลค่อนข้างครบถ้วน อยู่บนเว็บไซต์ของสถานฑูตแล้วนะคะ ที่นี่เลยจ้ะ
http://www.diplomatie.be/en/travel/visa/default.asp

อีกที่ที่เป็นเว็บบอร์ด มีคนถามกันเยอะ ข้อมูลเยอะเหมือนกัน ที่นี่เลยค่ะ
http://forums.thaieurope.net/index.php?board=8.0

ถ้าจะขอแบบไปเอง ไม่มีสปอนเซอร์ หรือผู้เชิญมาจากที่เบลเยี่ยม จะขอวีซ่าไปเที่ยวเอง หรือว่าจะไปเยี่ยมเยียนคุณแฟน หรือ เพื่อน หรือ ญาติ จะเป็นวีซ่าประเภท short stay ค่ะ (อยู่ได้นานสุดครั้งละ 90 วัน) จะเล่าได้เฉพาะแบบที่เคยขอนะคะ คือแบบที่มีผู้เชิญเขียนจดหมายรับรองมาให้ค่ะ

ควรดำเนินการขอวีซ่าก่อนวันเดินทางอย่างน้อย 1 เดือนนะคะ

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

เอกสารที่ทางเราต้องเตรียม

1. หนังสือเดินทาง
ที่มีอายุเหลืออย่างน้อยสามเดือน นับจากวันที่ที่ลงในวีซ่า (สมมติว่าขอวีซ่า เพื่อเดินทางในเดือนธันวาคม 2550 หนังสือเดินทางก็ต้องยังไม่หมดอายุก่อนเดือนมีนาคม 2551 เป็นต้น)

2. แบบฟอร๋มการขอวีซ่า
กรอกให้เรียบร้อย ดาวน์โหลดได้ที่นี่ค่ะ อันนี้ปรินท์ออกมาแล้วกรอก เอาไปใช้ได้เลยนะคะ เซ็นต์ชื่อ พร้อม รูปถ่ายสองใบ (ขนาดนิ้วหรือสองนิ้วก็ได้ ของเราใช้สองนิ้วค่ะ ฉากหลังสีอะไรก้ได้ แต่เพื่อความปลอดภัย ให้เลือกฉากหลังสีอ่อน ๆ หน่อยก็ดี) และรูปถ่ายต้องดูเหมือนตัวจริงนะคะ ไม่ใช่ retouch มาซะฉ่ำโบ๊ะแบบจำแทบไม่ได้

3. ใบจองตั๋วเครื่องบิน
คือให้ไปที่เอเย่นต์ขายตั๋วเครื่องบิน แล้วให้เค้าจองเฉพาะที่ไว้ให้ก่อน เพื่อเอาวัน เวลา และเที่ยวบินไป-กลับที่แน่นอน ยังไม่ต้องซื้อ และยังไม่ต้องชำระเงินค่าตั๋ว แค่ปรินท์ออกมาเป็นหลักฐานให้กับสถานฑูต (ว่าเราจองตั๋วไปแล้วกลับจริง) เมื่อวีซ่าผ่านแล้ว (ทางสถานฑูตจะโทรมาแจ้ง) ค่อยกลับไปที่เอเย่นต์เพื่อชำระเงินเต็มจำนวน และรับตั๋วจริงมา (กรณีถ้ายังเป็นตั๋วแบบเก่า ถ้าเป็นแบบ e-ticket ก็ปรินท์ออกมาได้เลย) เอาไปแสดงกับสถานฑูตเพื่อรับวีซ่า

4. ประกันสุขภาพ
กรณีเกิดเจ็บป่วย หรือได้รับอุบัติเหตุขณะเดินทาง และพำนักอยู่ในต่างประเทศ ราคาจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการเดินทาง ( ยิ่งไปนานยิ่งแพง) แต่วงเงินคุ้มครองขั้นต่ำคือ 30,000 ยูโร รายละเอียดไปดูได้ที่ http://www.bupathailand.com/wwt_ins.asp ต้องทำไปก่อนเลย และเอาเอกสารประกันนี้ไปยื่น ถ้าวีซ่าไม่ผ่าน ให้เอาใบเสร็จรับเงิน และหลักฐานที่ขอวีซ่าแล้วไม่ผ่าน ไปรับเงินคืนได้ที่สำนักงานประกันภัยที่เราทำนี่แหละ (เพราะฉะนั้น อย่าทำใบเสร็จหาย)

ไปที่สำนักงาน Bupa ได้เลย (อยู่ในอาคาร Q House บนถนนคอนแวนต์) แล้วแจ้งว่าต้องการทำประกันสุขภาพเพื่อเดินทางไปเบลเยี่ยม เจ้าหน้าที่เค้าจะรู้เลย

5. หลักฐานอื่น ๆ
เช่น จดหมายรับรองการทำงานและใบอนุญาตลางาน (ในกรณีที่ยังเรียนอยู่ ให้ไปขอใบรับรองการเป็นนักศึกษา เป็นภาษาอังกฤษ จากทางสถานศึกษา) ถ้าเรามีบัตรเครดิต ก็ให้เขียนไปด้วยว่าเราถือบัตรเครดิตธนาคารใดอยู่ และแต่ละบัตรมีวงเงินเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าเราจะขอวีซ่าโดยมีสปอนเซอร์ก็ตาม

เช่น กรณีของเราจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเอง และออกเงินค่าใช้จ่ายระหว่างอยู่ที่นั่นเองทั้งหมด แต่เงินในบัญชีเราน้อยค่ะ ก็เลยใช้จดหมายเชิญ+ใบรับรองเงินเดือนของแฟน+เอกสารทางบัญชีของคุณแฟน ที่มีรายละเอียดรายได้ที่หักภาษีแล้วเรียบร้อย) เวลาเรากรอกแบบฟอร์ม เราติ๊กลงไปว่า ทั้งเราและแฟนออกกันคนละครึ่ง/ครึ่ง

แต่ถ้าใครจะให้แฟนออกทั้งหมดเลย ก็ติ๊กไปว่า สปอนเซอร์จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

5. ค่าธรรมเนียมวีซ่า
หกสิบยูโร ประมาณเกือบสามพันบาท (ไม่แน่ใจว่ายังเท่านี้อยู่หรือเปล่า แต่คิดว่ายังไงคงไม่เกินสามพันบาท) ชำระเลย เมื่อยื่นเอกสาร วีซ่าจะผ่านหรือไม่ เงินจำนวนนี้ ไม่ได้คืนค่ะ (เดินขึ้นไปดูป้ายประกาศที่หน้าเคาท์เตอร์ก่อน ว่าค่าวีซ่าเท่าไหร่ แล้วไปเตรียมมาให้พอดี ไม่ต้องทอน เพราะบ่อยมาก ที่เค้าจะไม่มีทอน ต้องมานั่งรออีก น่าเบื่อค่ะ)

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

เอกสารที่ทางผู้เชิญต้องเตรียม

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ของเบลเยี่ยม (identity card) หรือ เอกสารที่พิสูจน์ได้ว่าผู้เชิญ มีสิทธิื์อาศัยอยู่ในเบลเยี่ยยมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (residence permit)

2. จดหมายเชิญ ใช้เป็นเอกสารที่ใช้พิสูจน์จุดประสงค์ในการไป เขียนเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่จะเขียนมาทั้งสองภาษาก็ได้ ฉบับละภาษาค่ะ (แล้วแต่ว่าจะเป็น French หรือ Nederlands) ให้ผู้เชิญเซ็นต์ลงชื่อมาตอนท้ายด้วย

3. Annex 3bis * ใช้ตัวจริงเท่านั้น ห้ามถ่ายเอกสาร * (ไปขอที่ City hall หรือ อำเภอ หรือศาลากลาง อ่ะนะ ไม่รู้จะเรียกอะไร แต่ฝั่งฟลานเดอร