เช้าวันหนึ่ง วันธรรมดา
ฉันเดินลัดเลาะตามซอกซอยของพาราณสีแบบไม่ต้องหาจุดสังเกตุใด ๆ อีกแล้ว เดินแบบให้ความเคยชิน พอถึงตรงแยกนั้น จะเลี้ยวขวา เลี้ยวไปแล้วเป็นร้านเบเกอรี่ที่ขายขนมปังที่เจ้าของร้านเขาว่าเป็นแบบ “เยอรมัน” แท้ๆ (ฉันหลงไปกินอยู่ครั้งหนึ่ง น้ำตาแทบเล็ด กัดขนมปังลงไปคำแรก ได้ยินเสียงดัง โป๊ก) พ้นมาจากร้านเบเกอรี่จะเป็นร้านอินเตอร์เน็ต จากนั้นก็จะมีร้านขายเสื้อผ้ากระเป๋าไปอีกซักพัก แล้วก็จะเป็นร้านน้ำชาที่ติดกับ”บริเวณสำหรับผู้ชายฉี่” ตรงข้ามกันเป็นร้านขายเครื่องเทศที่อัดกับอยู่ในกระสอบสีน้ำตาลใบโต
หลุดออกมาจากซอยเล็ก ก็มาออกซอยใหญ่ ฉันไหลตามชาวอินเดียนับร้อยคนที่ก็ไหลตามกันไปตามถนนแคบ ๆ ร้านรวงสองข้างทางขายสินค้าคล้าย ๆ กัน เช่นรูปเคารพเจ้าแม่ เทพเจ้าทั้งหลาย เครื่องประดับ เครื่องหอม เครื่องบูชา เครื่องเทศ และ ของที่มีชื่ออีกอย่างคือ ของเล่นเด็กที่ทำจากไม้ ที่เป็นสินค้าขายดีอีกอย่างของพาราณสี รองจากผ้าไหม

ซักพักฉันก็ออกมาเดินอยู่แถวตลาดสด พ่อค้าแม่ค้าต่างเอาผักผลไม้ออกมากองขาย บ้างก็เอาผ้าใบรองแล้ววางสินค้าแบกะดิน บางคนก็มีรถเข็นมาด้วย ผักผลไม้ต่าง ๆ ก็เหมือนบ้านเรา แต่ทับทิมที่นี่ขายดีมาก ทั้ง ๆ ที่ปรกติอยู่เมืองไทยก็ไม่ได้ชอบกิน แต่สีทับทิมที่นี่เป็นสีแดงเข้มสวย เห็นแล้วมัน อื้มมม.. ฉันเลยลองซื้อมากินสองลูก ปรากฎว่าภายใต้เปลือกที่ดูกระดำกระด่าง มอมแมมนั้น เป็นทับทิมรสชาติหวานหอมสดชื่น
มันอาจจะเป็นอะไรที่มีคอนเซ็ปต์คล้าย ๆ กับเมืองพาราณสีก็ได้นะ
นั่งเรือลัดเลาะริมแม่น้ำคงคา
ริมฝั่งแม่น้ำ คนยังค่อนข้างเยอะอยู่ ถึงฉันจะลงมาสายไปซักนิด เพราะถ้าจะให้ดีต้องมาตอนพระอาทิตย์ขึ้น จะได้เห็นคนมาทำพิธีสุรยาปูจา หรือบูชาพระอาทิตย์กัน แสงน่าจะกำลังสวยเหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างมาก แต่สำหรับคนที่มีตัวขี้เกียจเกาะติดหนึบหนับอย่างฉัน ไม่เคยลงมาได้ทันดูกับเขา
ฉันเดินลงไปที่ริมแม่น้ำ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีคนพานั่งเรือ เพราะวัน ๆ หนึ่งต้องพูดว่า “นาฮี ๆ ๆ” (อย่าออกเสียงผิดโทนนะ 5555) ที่แปลว่า ไม่ ๆ ๆ อยู่หลายรอบ สำหรับคนที่พยายามมาเสนอทัวร์แม่น้ำยามเช้ากับนักท่องเที่ยว

ฉันเลือก มานิก ชายวัยกลางคนผิวเข้มเป็นคนพาชมแม่น้ำ เพราะ มานิก ไม่พยายาม “ขาย” จนเกินงาม และราคาไม่เว่อร์มาก มานิกไม่น่ารำคาญ ไม่เซ้าซี้ ฉันตกลงราคาที่ชั่วโมงละ 100 รูปี พายไปแล้วพายกลับ โดยเริ่มต้นที่ Dasaswamedh ghat ทั้งนี้ทั้งนั้น ราคาค่าจ้างนี้ขึ้นลงได้ไม่ต่างกับตลาดหุ้น ช่วงไหนที่เป็นหน้าท่องเที่ยว อาจจะโดนโขกถึงชั่วโมงละ 300 รูปี แต่ให้ใจเย็น ๆ หากต่อราคาไม่ได้ ก็ให้หาคนต่อไป จำนวนผู้ชายพายเรือ (พายเรือจริง ๆด้วย) ที่พาราณสีมีไม่น้อยไปกว่าจำนวนของรถแท๊กซีในกรุงเทพฯ (โดยเฉพาะในยามที่เราไม่ต้องการจะเรียกซักคัน)
อยู่ดี ๆ ก็โดนด่า
มานิกพายเรือไปเรื่อย ๆ แถมยังร้องเพลงให้ฟังอีก พระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าไปได้ไม่นานนัก แดดเลยยังไม่ร้อนเท่าไหร่ มีหมอกจาง ๆ ทำให้บรรยากาศดีมาก เสียงฝีพายกระทบน้ำดังจ๋อมแจ๋มฟังดูน่าเอ็นดู มานิกพายมาถึงที่ฆาตที่ใช้ทำพิธีเผาศพ มองจากแม่น้ำ ทำให้เห็นมุมกว้างขึ้นกว่าทุกครั้งที่เราไปนั่งดูเขาเผาศพกัน ยอดหลังคาทรงกลมแหลมมีเขม่าจับจนไม่เห็นสีเดิม เนื่องจากเค้าไม่ให้ถ่ายรูป ซึ่งฉันเองก็เห็นด้วยว่าคนตายเอามาเผา แล้วนักท่องเที่ยวมาเที่ยวถ่ายรูปเผื่อที่จะแค่เก็บไว้ดูเล่นนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ คือแค่ขำ ๆ ฉันเองก็ไม่ได้สนใจจะถ่ายรูปศพถูกเผาแต่อย่างใด แต่ติดใจตรงยอดหลังคาที่กลายเป็นสีดำไปแล้ว จึงยกกล้องขึ้นเล็งไปที่หลังคา
“เฮ้ คุณ ทำอะไรน่ะ!!” ฉันลดกล้องลงมา เห็นชายชาวอินเดียที่อยู่ในเรืออีกลำกำลังยืนเท้าสะเอวชี้หน้าฉันอยู่ (นี่มันอินเดียหรือตลาดเมืองไทยฟระนี่)
“ทำอะไรเหรอ? ก็ถ่ายรูปหลัง..” ฉันยังพูดไม่ทันจบ
“ห้ามถ่ายรูปนะ!! พวกทัวริสต์ก็แบบนี้ พูดอะไรไม่เคยฟังกันเลย”
“เหวอ ฉันก็แค่จะถะ..”
“ไม่ต้องมาพูด!”
บ๊ะ!! อารมณ์เสีย!!! แต่เอาเถอะ ประเทศเค้า ไม่ถ่ายก็ไม่ถ่าย แค่หลังคายังหวงปานนี้ แค่ฉันคิดว่าเขาคงไม่รู้ว่าเราจะซูมไปตรงไหนมากกว่า แค่เห็นเล็งกล้องไปทางเชิงตะกอนก็เปิดฉากด่าเอาไว้ก่อน จะไปว่าเค้าก็ไม่ได้
ฉันบอกให้มานิกพากลับได้แล้ว เพราะแดดเริ่มแรง ระหว่างทางจะมีเรือมาขายของตลอด บางลำก็จ้ำมาแต่ไกล ไอ้เราจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ เคยดูเรื่อง open water ป่าว? นั่นเลย ใส่ sound จากเรื่อง Jaws เข้าไปอีกหน่อย ทั่ม ทัม ทั่ม ทัม ทั่ม ทัม ทั่ม ทัม!!!! มันมาแล้ว! เรือขายของที่ระลีกมันมาแล้ววววว!! (กัดนิ้วตัวเอง ผมตั้ง)
มานิกก็เหลือเกิน ไม่ได้ช่วยเหลือกันเลย บางครั้งยังแผ่วฝีพายเพื่อให้เรือขายของที่ระลีกตามมาทันอีกต่างหาก ฉันก็พูดได้แต่ โน โน โน โน้วววว!
คนคุ้นหน้า
ฉันจ่ายค่าจ้างให้มานิกเรียบร้อยก็เดินกลับขึ้นมาจะไปหาชาร้อน ๆ จิบซักหน่อย ฉันเดินเข้าไปในซอยฝั่งตรงข้ามกับเกสต์เฮาส์ มีร้านน้ำชาอยู่ปากซอยพอดี
“เอก ชัย” เปล่า ไม่ใช่ชื่อนักร้องลูกทุ่งที่ไหน เอก แปลว่าหนึ่ง ส่วน ชัย ก็คือ ชา
ฉันสั่งชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วยแล้วก็ไปนั่งตัวลีบ(พยายามลีบแล้วนะ)อยู่มุมร้าน เพราะในร้านไม่มีผู้หญิงเลย สังคมที่นี่ยังคงเป็นสังคมของผู้ชาย ผู้หญิงจะออกจากบ้านก็ต่อเมื่อไปทำธุระเล็กน้อยของตัวเอง หรือของครอบครัวเช่น จ่ายกับข้าว, ตัดชุด, เข้าวัด, หาหมอ ฯลฯ การจะมานั่งชิลเอาท์ตามร้าน “ชัย” โดยลำพังนั้นไม่ใช่วิสัยของหญิงอินเดีย แต่ฉันนั้นออกจะดูโจ่งแจ้งว่าเป็นนักท่องเที่ยว คนเลยไม่คิดว่ามันแปลกเท่าไหร่

“โด ชัย” (โด หรือเทียบกับที่เราคุ้นเคยคือ โท ที่แปลว่าสอง) ใครบางคนที่เพิ่งเข้ามาสั่งชาสองถ้วย แล้วเข้ามานั่งฝั่งขวามือของฉัน เขาเทน้ำในกาพลาสติกลงคอแล้วทำเสียง “ฮ่าาาาาา” แหม ไม่ค่อยเหมือนอยู่บ้านเลยนะพ่อคุณ
“อ้าว คุณ!” เค้าหันมาเห็นฉันแล้วก็ร้องขึ้นมา
“อ้าว ใึคร! (เหรอ..วะ..เนี่ย..)” ฉันไม่ทันตั้งตัว
“เราเจอกันเมื่อวานที่ริมแม่น้ำคงคาไง” อ๋อ คนพิลึกที่สอดรู้สอดเห็นคนนั้นนั่นเอง
“อ่อ นามัสเต”
“นามัสเต ทำไมคุณมาคนเดียวล่ะ”
“เพื่อนยังไม่ตื่นอะ”
“คุณมากับเพื่อนหรือ หรือว่ามาคนเดียวแล้วมาตู่ว่ามากับเพื่อน” ชาสองถ้วยที่เขาสั่งมาถึงโต๊ะพอดี เขาส่งถ้วยหนึ่งไปให้ชายผิวเข้ม(มาก) ที่นั่งติดกัน คนนี้ยิ่งหน้าตาแบบอินเดี๊ย อินเดียยิ่งกว่า
“ทำไมชั้นต้องตู่ว่ามากับเพื่อนด้วยล่ะ ถ้าชั้นมาคนเดียว”
“ก็ผู้หญิง ตัวคนเดียว ก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา”
“รู้ดีอีก”
“อะ แน่นอน” เขาซดชาดังซูดๆ แล้วเป่าปาก
“ร้อน!!” ก็ไม่เห็นเหรอน่ะ ควันขโมงยังกับบ่อน้ำร้อนขนาดนั้น ฟายจริง ๆ ฉันคิด
“แล้วจำชื่อผมได้ป่ะ”
“จำได้ ชื่อ รา..รา…ราอะไรนะ?”
“ราช!!”
“เอ๊อ! นั่นแหละ” ผู้ชายผิวเข้มจัดอีกคนที่มาด้วยกันหันมาพูดภาษาฮินดีกับราชเป็นระยะ ๆ ซุบซิบอะไรกัน ไม่ชอบเลย
“นั่นเพื่อนคุณเหรอ?” ฉันแกล้งถามดัง ๆ ให้อีกคนได้ยินด้วย
ได้ผล ชายผิวเข้มมากและตาโตมากคนนั้นรีบวางถ้วยชาแล้วแนะนำตัว
“นามัสเต ซอรี่นะ คือผมพูดภาษาอังกฤษไม่แข็ง ผมชื่อราเกช เป็นเพื่อนกับราช”
“ก็พูดอังกฤษได้นี่ ทำไมไม่พูดแต่แรก”
“ไม่เอา อาย”
“โห ขนาดนี้ยังอายอีกเหรอ นี่หน้าอย่างคุณไปอยู่แถวบ้านชั้นนะ ลูกเล็กเด็กแดงนี่ร้องไห้จ้าเลยนะ 555″
“ขอบคุณที่ชม” แป่ว …
ราเกชหันไปจิบชาของตัวเองต่อไปเงียบ ๆ ฉันก็ชวนราชคุยไปตามเรื่อง ราชทำงานเป็นผู้ดูแลที่พักอยู่ที่ Urvashi เกสต์เฮาส์
“อยู่เข้าไปในซอยนี่แหละ”
“แล้วเพื่อนคุณล่ะทำอะไร” ฉันถามราช
“เป็นนักร้อง 5555″
“ถามจริงๆ”
“เอ่า จริง จริ๊ง”
“งั้นร้องเพลงให้ฟังหน่อยซิ” ฉันชะโงกหน้าไปถามราเกช ที่ชาแทบจะพุ่งออกมาเมื่อได้ยินคำถาม
“จะบ้าเหรอครับ จะมาร้องอะไรที่นี่”
กร๊ากกกกกกก~!
มาซาลา ชัย
ฉันดื่มชาในถ้วยเซรามิกบิ่น ๆ ของตัวเองหมดก็จ่ายเงิน ค่าชาแค่ 5 รูปี ซึ่งไม่ถึง 5 บาท กินได้วันละหลาย ๆ ถ้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องท้องไส้ปั่นป่วนด้วย เพราะชาร้อนมาก ๆ ๆ ๆ ชาที่นี่ไม่ได้ใช้วิธีใส่ใบชาในถ้วยแล้วเทน้ำร้อนตาม แต่ใช้วิธีต้มในหม้อซึ่งเป็นวิธีชงชาแบบอินเดีย ที่ครอบครัวชาวอินเดียไม่ว่าจะอพยพไปอยู่ส่วนไหนของโลก หรือจะโตขึ้นมาในวัฒนธรรมอื่น ก็ดูเหมือนจะยังรับวิธีต้มชาแบบนี้เสมอมา

สิ่งที่ทำให้ชาแบบอินเดียมีกลิ่นหอมเตะจมูกและได้รสชาติกลมกล่อมนี้ต้องยกความดีให้กับ “มาซาลา” ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายให้อินเดีย พูดได้เลยว่าหากอินเดียไม่มีมาซาลาแล้วไซร้ ที่นั้นจะเป็นอินเดียไปไม่ได้เลย
ร้านชัย มีอยู่ทุกที่ ตั้งแต่ริมถนน ริมแม่น้ำ ข้างรั้ว บนรถไฟ บนสถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ หน้าส้วม ข้างส้วม (ยังดีนะ ที่ไม่มีในส้วมด้วย) ดื่มกันตั้งแต่ยาจกยันมหาราชา
กรรมวิธีการต้มนั้นฟังดูง่ายแสนง่าย แต่แต่ละครอบครัวหรือแต่ละร้านมีเทคนิคต่างกันไป ทำให้รสชาติแตกต่างกันเล็กน้อย ฉันเองก็ไม่ใช่คอชาจึงรักและชอบชัยแทบจะทุกที่ในอินเดียแบบไม่เกี่ยงเกรดของใบชาแต่อย่างใด แต่สำหรับคอชาบางคนแล้ว เขาจะบ่นปอดแปด ถ้าคุณภาพชาที่ได้ ไม่ดีเท่าที่จ่ายเงินไป (5 รูปีนี่นะ) ส่วนผสมนั้นก็ไม่มีอะไรมาก แค่ ชา น้ำตาล นม และเครื่องเทศ
มาซาลาหรือเครื่องเทศนี่แหละ ที่ทำให้ชัยของอินเดียพิเศษ เครื่องเทศที่นำมาผสมกับชัยนี้มักจะเป็นเครื่องเทศที่ “ร้อน” เช่น ขิง, อบเชย, จันทน์เทศ, กานพลู, ลูกกระวาน ไปจนถึงผงโกโก้, วานิลลา ฯลฯ สูตรใครสูตรมัน ฉันเคยได้รับเชิญไปดิื่มชากับคุณแม่ของเพื่อนท่านหนึ่ง คุณแม่เธอชอบชาเผ็ดร้อนเอามาก ๆ กลิ่นขิงอบอวล กินแล้วรู้สึกว่าแทบจะพ่นไฟบรรลัยกัลป์ได้ แต่ก็รู้สึกว่าโล่งและสบายตัวดี แต่ถ้าเทียบกัยชาแบบทิเบตที่ออกเค็มและมัน (เพราะเนย,เกลือและนม) แล้ว ฉันยอมกินชาเผ็ดนรกแบบอินเดียแบบนี้ทุกวันดีกว่า
แต่ชาที่ต้มขายกันตามถนนในอินเดียจะออกหวานเป็นหลัก มีกลิ่นเครื่องเทศพอจาง ๆ เท่านั้น
ชาอินเดียต้องใส่นม บางทีก็ครึ่งต่อครึ่งของชาเลยทีเดียว โดยเอาลงไปต้มกับชาด้วยให้เกือบเดือด ส่วนชาก็นิยมแบบชาดำ ที่ขมปิ๊ดปี๋เมื่อยามยังไม่ได้ผสมกับนมและน้ำตาล ชาชั้นดีส่วนมากมาจากแถว ๆ ดาร์จีลิง และอัสสัม เมื่อต้มชาได้ที่ สารแทนนินที่มีรสฝาดก็จะออกมากับชา มีสรรพคุณช่วยในรักษาอาการท้องเสียได้ด้วยนะจะบอกให้ (แต่กินมากก็ท้องอืดอีก ร่างกายคนเรานี่บางทีก็เอาใจยาก)
มาซาลา นี่ใช้ในอาหารหลายอย่าง เมนูที่มีแทบทุกที่คือ ติกก้ามาซาลา (แกงแบบเข้มข้นเนื้อแทบจะเป็นครีม กินกับโรตี, ข้าว หรือ นานก็ได้) คิดดูถ้าอาหารอินเดียไม่มีเครื่องเทศ จะจืดชืดน่าเบื่อขนาดไหน ถ้าเครื่องเทศไม่มีความสำคัญขนาดนั้น คงไม่ขึ้นเกิดสงครามแย่งชิงเครื่องเทศกันหรอกใช่เปล่า
วรรณะอะไรฮึ?
ก่อนจะออกมาจากร้านชา ฉันรับคำชวนของราชที่ชวนให้ไปดูเกสต์เฮาสต์ที่เขาทำงานอยู่ ฉันเห็นในซอยนั้นนักท่องเที่ยวแบกเป้ ฮิปปี้ทั้งหลายเดินปะปนกับวัวกันพลุกพล่านใช้ได้ ฉันก็เลยไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ แถมคุณราเกชยังช่วยไล่วัวให้อีกด้วย อยากให้เห็นภาพราเกชไล่วัว คือไม่ใช่ไล่แบบ “ชิ่ว ชิ่ว” อะไรงี้นะ แต่วิธีคุณราเกชคือเดินเลียบไปข้าง ๆ วัวแล้วก็พึมพัมอะไรก็ไม่รู้ พร้อมผายมือเหมือนบริกรเชิญลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ วัวก็จะเดินหนีไปด้วยความเซ็ง ราเกชทำแบบนี้อยู่หลายหนจนฉันทึ่งว่า ทำได้ไง..ฟะ..
“ก็วรรณะคนเลี้ยงวัวหนิ” ราเกชบอกหน้าตาเฉย
“เว่อร์ละ”
“เอ่า จริงๆ นะ คุณไม่เชื่อเหรอ”
“ไม่เชิื่อ”
“เออจริงๆ ผมพูดเล่นน่ะ”
กรูว่าแล้วววววว…อารมณ์เสีย…
“จริง ๆ ผมเป็นวรรณะพ่อค้านะ”
“คราวนี้พูดเล่นพูดจริงเนี่ย”
“คราวนี้พูดจริงๆครับ”เรายังคงเดินลัดเลาะไปตามซอยที่มีความกว้างเท่าสองคนเดินสวนกันได้ อีกไกลมั้ยฟะเนี่ย ชักจะเหนื่อย
“แล้วราชล่ะ วรรณะอะไร”
“ราชเหรอ? มันน่ะ วรรณะช่างตัดผม!”
“มีด้วยเรอะ วรรณะช่างตัดผม”
“มี จริง ๆ นะ นี่คุณหาว่าผมโกหกเหรอ”
“อ่าว ก็มันฟังดูบ้า ๆ นะ วรรณะช่างตัดผม แล้วมันจะมีวรรณะขายเบเกอรี่ วรรณะขายตั๋วภาพยนต์ หรือวรรณะขายโทรศัพท์มือถือมั้ยล่ะ”
“คุณก็..อย่ากวนตีนซิครับ”
แล้วบอกว่าภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง…

ราชกับราเกชพาเรามาเดินผ่านเกสต์เฮาส์หลายที่ จนมาถึงที่ที่เขาทำงานอยู่ .. Urvashi Guest House เราเดินเข้ามาด้านในซึ่งทำเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ มีโต๊ะ 7-8 โต๊ะจัดไว้อย่างน่ารัก มีเพลงสไตล์แขก ๆ เปิดคลอ ในร้านมีฝรั่งนั่งอยู่สามสี่คน บางคนก็นั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ บางคนก็นั่งจับกลุ่มเสวนากัน
ราชหยุดยืนอยู่ที่กลางร้าน เท้าสะเอว
“นี่แหละ ที่ทำงานผมล่ะ”
“น่ารักดีนี่”
“ขอบคุณ”
“ไม่ใช่คุณนะ ชั้นหมายถึงร้าน”
“ผมรู้แล้วน่ะ ไม่ต้องย้ำ” ราชส่ายหัวยึกยักแล้วหันหลังเดินไปทางครัว แต่ยังอุตส่าห์หันกลับมาถามว่าฉันจะกินอะไรไหม เพราะใกล้เที่ยงแล้ว ฉันไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่ กลัวโดนวางยา (ฮา) เลยปฎิเสธไป
“ไม่หิวเหรอ” ราเกชถาม
“ยังไม่หิว”
“แล้วเพื่อนคุณล่ะ จะตามหาคุณมั้ยนี่”
“ไม่แน่ใจ”
“เอ๊า..”
ฉันยังดูผู้คนเดินผ่านหน้าร้านไปแบบเพลิน ๆ วันนี้อากาศไม่ค่อยร้อนนัก แถมแดดก็มักจะตกลงมาไม่ถึงพื้นแถวนี้ เพราะติดหลังคาที่เบียดเสียดกันอยู่ด้านบนซะก่อน บางจุด อาคารด้านล่างก็ดูธรรมดา แต่ถ้าแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน บางทีระเบียงนี่ติดกันเลย กันสาดบางทีก็เกยกันก็มี
ราชเดินออกมาบอกว่า ถ้าฉันไม่ถือ เค้าจะขอตัวทำงานก่อน เสร็จงานแล้วจะออกมาคุยด้วย ฉันก็บอกไปว่าไม่เป็นไร ฉันจะออกไปเดินเล่นอีกซักหน่อย ราเกชขอตามมาด้วย เพราะไม่มีอะไรทำ ฉันก็ไม่ว่าอะไร เพราะมีคนอินเดียไปด้วยก็ดีไปอย่าง ไม่ถูกพวกสามล้อหรืออะไรกวนใจ แล้วราเกชก็ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร อีกอย่างเราก็ไปในที่ที่คนพลุกพล่าน
เราเดินทะลุมาถึงริมแม่น้ำคงคาอีกรอบ นักท่องเที่ยวกับชาวบ้านที่นี่คงมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปไหนก็มานั่งกันริมแม่น้ำคงคา ฉันเอากล้องออกมาถ่ายรูปไปเรื่อย แล้วก็ชวนราเกชคุยไปด้วย
“ไหนเล่าเรื่องวรรณะคุณให้ฟังหน่อยซิ”
“คุณอยากรู้อะไรล่ะ”
“คุณรู้ด้วยเหรอ ว่าคนไหนวรรณะอะไร?”
“รู้ซิ”
“รู้ได้ไง”
“ก็ดู ๆ จากครอบครัว นามสกุล อะไรเงี้ยนะ ถ้าเป็นคนเมืองเดียวกันก็ไม่ยากหรอก รู้กันหมดแหละ รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้ว ใครแต่งกะใครวรรณะอะไรเขาก็รู้กันหมด”
“แล้วถ้ามาจากเมืองอื่นล่ะ”
“ก็ดูจากนามสกุลเอาน่ะ”
“ได้ด้วยเหรอ ชัวร์มั้ย”
“ก็ไม่แน่เสมอไป แต่คุย ๆ ไปเดี๋ยวก็รู้แหละ”
“อ่าวแล้วอย่างราชนี่เป็นวรรณะช่างตัดผม รู้ได้ไง”
“ทำไมคุณต้องถามอะไรยาก ๆ ด้วยล่ะครับเนี่ย” ราเกชทำเสียงจิ๊จ๊ะ ออกจะรำคาญเล็กน้อย

คนในเมืองใหญ่และทันสมัยกว่าพาราณสีอาจจะไม่ถือเรื่องวรรณะเคร่งครัดเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังถืออยู่ มากน้อยก็แล้วแต่ แม้ว่ากฎหมายอินเดียจะห้ามเรื่องการถือชั้นวรรณะแล้วก็ตาม แต่ก็ยังห้ามในทางปฎิบัติไม่ได้ 100% คนที่เกิดมาในวรรณะต่ำ การที่จะไต่เต้าขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับในสังคมเทียบเท่าวรรรณะที่สูงกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
ราเกชเล่าให้ฟังว่าอย่างคนที่มากวาดลานริมแม่น้ำทุกวันก็เหมือนกัน เขาไม่ได้จะจ้างใครก็ได้มากวาด ต้องเป็นคนที่เกิดมาเพื่อกวาดจริง ๆ เรียกว่าถ้ารุ่นพ่อกวาดมาแล้ว รุ่นลูกก็มักจะต้องกวาดต่อไป และทางเมืองก็จะมีการจัดที่ให้คนพวกนี้อยู่นอกเมืองออกไป ฉันเคยนั่งตุ๊ก ตุ๊กผ่านเห็นเป็นเพิงกึ่งถาวรปลูกติดกันเป็นสิบ ๆ หลัง แล้วตั้งอยู่ริมถนนที่ฝุ่นฟุ้งตลอดวัน ราเกชบอกว่านั่นแหละคือที่ที่พวกวรรณะทำความสะอาดอยู่กัน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนวรรณะต่ำจะไม่มีโอกาสได้ดิบได้ดีเลย คนวรรณะจัณฑาลบางคนเป็นได้ถึงหมอ ถึงอาจารย์ เป็นวิศวกร เป็นนักธุรกิจ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความอดทนอุตสาหะอย่างมาก
บางคนอาจจะเคยได้ยินข่าวเรื่องนักศึกษาแพทย์ในเดลีประท้วงทางมหาวิทยาลัย ที่จะเพิ่มสัดส่วนการมีสิทธิ์ได้เข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ของคนวรรณะจัณฑาล ทำให้นักศึกษาที่มีวรรณะสูงกว่าไม่พอใจและก่อการประท้วงขึ้น นี่ขนาดนักเรียนแพทย์นะนี่นะ..
โศกนาฎกรรมความรักที่ไม่สมหวัง
“คุณแต่งงานหรือยัง” ราเกชถาม
“ยัง”
“ยังอีกเหรอ อายุเท่าไหร่แล้วอะ”
ฉันบอกอายุไป
“โห ไม่มีคนมาขอเหรอ” อาว ทำไมพูดแบบนี้ละคะคุณราเกช
“แถวบ้านผม ผู้หญิงแต่งงานกันตั้งแต่ 14 แล้ว”
“ไม่เด็กไปหน่อยเร้อ”
“ไม่หรอก ก็แต่งกันเท่านั้นล่ะ ซัก 20 ถ้ายังไม่แต่งนี่ ชักจะใจคอไม่ค่อยดีกันแล้ว ฮ่าๆๆ”
“แล้วคุณล่ะแต่งหรือยัง”
“ยัง”
“ทำไม ไม่มีึคนมาขอเหรอ” ฉันย้อน
“มีนะ ขอบอก! หลายคนด้วยนะ แต่ว่า แม่ผมยังไม่ถูกใจใครเลย เลือกมาก แล้วผมเองก็ยังไม่อยากแต่งงานด้วย”
“ทำไมล่ะ”
“อ๋อ มันมีโศกนาฎกรรมเล็กน้อยน่ะ เมื่อปีก่อน ไม่งั้นผมก็คงแต่งงานไปแล้วล่ะ”
จบแค่นี้ก่อนนะก๊ะ เหนื่อยละ เดี๋ยวอีกสองสามวันจะมาต่อ












